เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวตอนหนึ่งในงาน ‘Forum ผู้นำฝ่ายค้าน: เกิด แก่ เจ็บ โกง’ คนไทยจะออกจากวงโคจรนี้อย่างไร ถึงขบวนการพ่อทิพย์ว่า สิ่งที่จีนเทาต้องการมากที่สุดขณะนี้คือ สัญชาติไทย ซึ่งจะเป็นตั๋วใบแรกให้ทำธุรกรรมต่างๆ ในประเทศไทยเหมือนคนไทยทุกคน ทำให้เกิดขบวนการซื้อสูติบัตรให้ลูกของเขาเพื่อเป็นใบเบิกทางใบแรกให้มีบัตรประชาชนไทย มีทะเบียนบ้าน และมีบัญชีธนาคารไทยเพื่อทำธุรกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านซื้อที่ดิน หรือถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยกรรมสิทธิ์ 100% เหมือนกับคนไทย

นายปิยรัฐ กล่าวว่า จากการทำข้อมูลร่วมกับชุดจับกุมขบวนการซื้อสัญชาติ พบว่ามีการจ่ายเงิน 110,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขกลมๆ เพื่อซื้อสัญชาติให้กับลูกของตัวเอง เริ่มจากมีการพูดคุยผ่านแชตลับระหว่างพ่อแม่คนจีน กับนายหน้าในประเทศไทย จากนั้น นายหน้าจะประสานงานต่อกับเจ้าหน้าที่เวชระเบียนของโรงพยาบาลในประเทศไทย มีการแก้ไขเอกสารรับรองการเกิด (ทร 1/1) เพื่อสวมสิทธินำชื่อพ่อคนไทยที่มารับจ้างเสียบแทนชื่อพ่อคนจีน หรือเรียกว่าพ่อทิพย์ แล้วนำเอกสารนี้ไปที่สำนักงานเขต เพื่อทำหน้าที่แก้ไขเอาชื่อเด็กเหล่านี้ออกเป็นสูติบัตรไทยทันที โดยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีการสอบสวนพยานบุคคลตามระเบียบกฎหมายไทย จากนั้นก็จะมีสถานะเป็นคนไทย

“ตอนนี้ตัวเลขในมือพบว่ามีมากกว่า 6 โรงพยาบาลใน กทม. มีการทำคลอดเด็กเหล่านี้มาแล้ว 150 ถึง 200 คน มีสูติบัตรไทยเรียบร้อยแล้ว นี่เป็นเพียงข้อมูลตัวเลขเบาะแสที่ได้มาโดยตนเองเท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่อยากจะนึกว่าตัวเลขที่ผมได้คุยกับเจ้าหน้าที่ล่าสุดน่าจะหลายพันคน นี่ไม่ใช่คดีความรู้เรื่องเล็กน้อย ที่เพียงแค่เป็นการปลอมแปลงเอกสารสิทธิในคดีอาญาเล็กน้อยทั่วไป แต่นี่คือภัยความมั่นคงของชาติ” นายปิยรัฐ กล่าว

นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า ยิ่งใช้โมเดลภูเขาน้ำแข็งไปจับ จะเห็นว่ามีความจริงที่น่ากลัวรออยู่ สิ่งที่อยู่เหนือน้ำคือตัวเลขส่วย 110,000 บาท ที่จ่ายเพื่อซื้อสัญชาติ แต่ใต้ฐานภูเขาน้ำแข็งเป็นต้นทุนแฝงที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันจ่าย คือ การเข้ามาของเครือข่ายนี้ไม่ได้มีความน่ากลัวที่ว่าจะมาแย่งสวัสดิการของรัฐ แต่คือการเข้ามาเพื่อสร้างอาณาจักร สร้างเครือข่าย และสร้างระบบนิเวศให้เขาอยู่อาศัยได้ การเข้ามาไม่ต้องมีคนไทยบังหน้า ไม่ต้องอาศัยนอมินีอีกต่อไป แต่จะเข้ามาด้วยทุนขนาดใหญ่ที่เรียกว่าทุนสีเทา ที่ร้ายแรงกว่าคือเข้ามาทุบทำลายระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย ผู้ประกอบการ SME ไทยจะพินาศย่อยยับด้วยทุนนี้

นายปิยรัฐ กล่าวอีกว่า และสิ่งที่ร้ายแรงกว่านั้น เพราะลึกที่สุดภายใต้ธารน้ำแข็งนี้ คืออนาคต 10-20 ปีข้างหน้า เด็กเหล่านี้จะโตขึ้นมามีสถานะโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย คือเป็นคนไทยมีสิทธิสอบราชการ ลงสมัครรับเลือกตั้งบริหารประเทศ และเมื่อถึงวันนั้นข้อกังวลนี้คงไม่ไกลเกินไปที่เราจะตั้งข้อสังเกตและต้องช่วยกัน อย่างไม่ประมาท ทั้งนี้ ในฐานะ สส.พรรคประชาชน เราจะปล่อยปละละเลย แล้วปล่อยให้ข้าราชการตั้งรับอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องมีข้อเสนอเชิงรุกอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะตอนนี้ สามารถเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันมาตรการคู่ขนานคือใช้ระบบนิติวิทยาศาสตร์ หรือการตรวจ DNA เข้ามาควบคู่กัน ในกลุ่มเสี่ยงก่อนอนุมัติสูติบัตรได้ ก่อนสายเกินไป.