เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่บริเวณหน้าธนาคารกรุงไทย สาขาศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น ถนนกลางเมือง เขตเทศบาลนครขอนแก่น มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมายื่นอุทธรณ์ หลังรัฐบาลประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยมีผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 18.82 ล้านคน แต่ผ่านเกณฑ์ได้รับสิทธิเพียง 9.51 ล้านคน
จากผลการพิจารณาดังกล่าว ทำให้ประชาชนจำนวนมากที่เคยได้รับสิทธิในโครงการเดิมถูกตัดสิทธิ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์รอบใหม่ ต่างเดินทางมายื่นอุทธรณ์ตั้งแต่ช่วงเช้า ส่งผลให้มีคิวจำนวนมาก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องเข้ามาช่วยจัดระเบียบและกำหนดลำดับคิว เพื่อให้การตรวจสอบเอกสารเป็นไปอย่างเรียบร้อย
นายสำรวย ถนอมพล อายุ 72 ปี ชาว ต.ท่าพระ จ.ขอนแก่น กล่าวว่า หากเป็นผู้ยากจนจริงก็ควรได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล เพราะเงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนละ 300 บาท สามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ แม้จะไม่ได้เป็นจำนวนมาก แต่สามารถนำไปซื้อของใช้จำเป็น เช่น ข้าวสารและเครื่องอุปโภคบริโภคได้

นายสำรวย กล่าวว่า ตนได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และได้รับมาโดยตลอด แต่เมื่อมีการเปิดลงทะเบียนและตรวจสอบใหม่กลับถูกตัดสิทธิ จึงไม่เข้าใจว่าใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณา และอยากให้ภาครัฐช่วยแยกระหว่าง “ผู้ยากจนจริง” กับ “ผู้ที่ถูกมองว่ายากจน”
ด้าน นางแก้ว อ่อนดี อายุ 66 ปี ชาว อ.เมือง จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ครั้งนี้ตนไม่ได้รับสิทธิ เนื่องจากมีภาระหนี้รถจักรยานยนต์ จึงเดินทางมายื่นอุทธรณ์ เพราะที่ผ่านมาเงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนละ 300 บาท สามารถช่วยจุนเจือครอบครัวได้มาก โดยเฉพาะช่วงสิ้นเดือนที่ต้องซื้อข้าวสาร น้ำปลา และของใช้จำเป็นภายในบ้าน
“รู้สึกสงสัยว่ารัฐบาลใช้หลักเกณฑ์อะไรตรวจสอบ เพราะตัวเองเช่าบ้านอยู่ ไม่ได้มีทรัพย์สินอะไร แต่กลับถูกมองว่าไม่จน ทั้งที่มีหนี้สินและลำบากจริง หากไม่ได้รับสิทธิก็รู้สึกเสียใจ” นางแก้ว กล่าว
นางแก้ว ยังฝากถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอให้ทบทวนหลักเกณฑ์การพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกครั้ง เพื่อให้ผู้ที่มีรายได้น้อยและเดือดร้อนได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดผู้ที่ยากจนจริงจึงต้องถูกตัดสิทธิออกจากโครงการ.



