น.ส.พรรัตน์ มณีรัตนะพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท แลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แม้ปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนจาก สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่สิ่งที่สร้างความกังวลให้กับผู้ที่กำลังสร้างบ้านไม่น้อยไปกว่าภาวะเศรษฐกิจ คือ กรณีร้องเรียน “สร้างบ้านไม่ได้บ้าน” จากปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าขนส่ง ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้รับเหมารายย่อยไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้จนต้องยุติการก่อสร้าง

บริษัทรับสร้างบ้านบางรายส่งมอบงานไม่เป็นไปตามสัญญา การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมระหว่างก่อสร้าง และการใช้วัสดุ ไม่ตรงตามสเปกที่ตกลงกันไว้ซึ่งกลายเป็นข่าวดังระดับประเทศและเป็นกระแสร้อนแรงบนโลกโซเชียลที่ผู้บริโภคต่างแห่แชร์ และวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือด จนสร้างความหวาดผวาให้กับคนที่กำลังจะสร้างบ้านในขณะนี้

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้บริโภคเปลี่ยนวิธีเลือกบริษัทรับสร้างบ้านจากเดิมที่เปรียบเทียบเรื่องราคา มาเป็นการพิจารณา ความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของบริษัทเป็นอันดับแรกส่งผลให้ แลนดี้ โฮม ครึ่งปีแรกปี 2569 ทำยอดขายได้สูงถึงกว่า 1,300 ล้านบาท หรือกว่า 50% ของเป้าหมายทั้งปี 2,500 ล้านบาท แบ่งเป็น กลุ่มบ้านต่ำกว่า 8 ล้านบาท มียอดขาย 450 ล้านบาท ,กลุ่มบ้านระดับ 8–20 ล้านบาท มียอดขาย 650 ล้านบาท , กลุ่มบ้านระดับ 20 ล้านบาทขึ้นไป มียอดขาย 200 ล้านบาท สะท้อนว่า กลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ยินดีจ่ายให้กับบริษัทที่มีความมั่นคง มีมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ และน่าเชื่อถือ มากกว่าการตัดสินใจจาก สงครามราคาเพียงอย่างเดียว

“ ปีนี้นับเป็นปีแห่ง ‘ความเชื่อมั่น’ ของธุรกิจรับสร้างบ้าน เพราะลูกค้าไม่ได้เลือกบริษัทรับสร้างบ้านจากราคาที่ถูกที่สุด แต่เลือก จากความมั่นใจว่าจะสามารถส่งมอบบ้านตามมาตรฐานและราคาที่ตกลงไว้โดยเฉพาะในช่วงสภาวะสงครามและเศรษฐกิจการเมืองทั่วโลก ที่ผันผวน”

ตลอดเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา แลนดี้ โฮม ยึดหลักการดำเนินธุรกิจที่เน้นความโปร่งใสและมาตรฐานที่ตรวจสอบได้มาโดยตลอด โดยเฉพาะความมั่นคงด้วยทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาทซึ่งเป็นตัวชี้วัดด้านการเงินที่แข็งแกร่ง ทำให้ลูกค้าหมดห่วงเรื่องปัญหา สภาพคล่องหรือการหมุนเงินไม่ทัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้รับเหมาทั่วไปทิ้งงาน

นอกจากนี้ บริษัทยังมีระบบควบคุมคุณภาพโดยทีมวิศวกรและช่างเฉพาะทาง พร้อมกำหนดรายละเอียดวัสดุและสเปกก่อสร้าง ไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ก่อนลงนามในสัญญา ปัจจุบันแลนดี้ โฮม ได้สร้างและส่งมอบบ้านมาแล้วกว่า 10,000 หลัง โดยมีแบบบ้าน ให้เลือกมากกว่า 300 แบบ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าจะได้รับบ้านตรงตามมาตรฐานที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค คือเสียงตอบรับจากลูกค้าที่สร้างบ้านจริง โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายจาก ลูกค้าแนะนำต่อ (Word of Mouth) ในปีนี้ไว้กว่า 200 ล้านบาท สะท้อนว่าความพึงพอใจของลูกค้าได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อน สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้ารายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหาร และครอบครัวกำลังซื้อระดับกลาง ถึงบน ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และบริการหลังการขาย มากกว่าการแข่งขันด้านราคา

เมื่อมาตรฐานการก่อสร้างกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวังการสร้างความแตกต่างของธุรกิจรับสร้างบ้านจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงโครงสร้างที่แข็งแรงหรือวัสดุที่ได้มาตรฐาน แต่ต้องสามารถยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยได้จริง แลนดี้ โฮมจึงเดินหน้าพัฒนา นวัตกรรมการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องในฐานะ Innovation Leader ครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และการใช้ชีวิตแห่ง อนาคต อาทิ CAP+ (Clean Air Positive Pressure): ระบบเติมอากาศบริสุทธิ์ สร้างแรงดันบวกภายในบ้าน ป้องกันฝุ่น PM2.5 และเชื้อโรคเข้าสู่ภายในบ้านตั้งแต่แรกเริ่ม CP Design และ Gecko-Free: นวัตกรรมการออกแบบระบบสุขาภิบาลที่ทันสมัย เพื่อลดโอกาสการเข้าสู่ตัวบ้านของแมลงสาบ จิ้งจก และสัตว์รบกวนอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุและ สมาชิกที่มีปัญหาสุขภาพ เป็นต้น

ทั้งนี้ จากความเชื่อมั่นที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง บริษัทเตรียมขยายการให้บริการสู่ภูมิภาคเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้ที่ต้องการสร้างบ้าน ในจังหวัดต่าง ๆ สามารถเข้าถึงบริการรับสร้างบ้านมาตรฐานเดียวกับกรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดความเสี่ยงจากการเลือก ผู้รับเหมาที่ขาดมาตรฐาน ตัดปัญหาทิ้งงาน หรือการส่งมอบบ้านไม่เป็นไปตามสัญญา 

นอกจากแผนการขยายบริการแล้วยังประกาศแผนระยะยาวตั้งเป้าขยายเครือข่ายดีลเลอร์รวม 17 สาขาภายใน 5 ปี ครอบคลุม พื้นที่ศักยภาพทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเปิดรับ ผู้ประกอบการในฐานะ “พันธมิตรท้องถิ่นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและจัดหาลูกค้า” ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านการ ก่อสร้างมาก่อน และไม่ต้องรับภาระความเสี่ยงในส่วนของการควบคุมงานก่อสร้างโดยตรง