เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จัดแถลงผลสำรวจ “ถอดรหัสสุขภาพผู้สูงอายุไทย ข้อมูลเพื่ออนาคตสังคมสูงวัย” จากข้อมูลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 (NHES 7) ที่โรงแรม Abroom กรุงเทพฯ
รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงเริงฤดี ปธานวนิช หัวหน้าโครงการสำรวจฯ กล่าวว่า จากผลการสำรวจฯ พบว่า สัดส่วนผู้สูงอายุไทยเพิ่มขึ้น 3 เท่าในช่วงเวลา 30 ปี ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 21% หรือประมาณ 14 ล้านคน และวิถีชีวิตของผู้สูงอายุเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมากจากอดีต เช่น มีการศึกษาสูงขึ้น เข้าถึงอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีมากขึ้น ความเป็นอยู่เปลี่ยนจากครอบครัวขยาย เป็นอยู่กับคู่สมรสหรืออยู่คนเดียวเพิ่มขึ้น โดยพบผู้สูงอายุอยู่คนเดียว 1.4 ล้านคน (เป็นผู้สูงอายุหญิงถึง 1 ล้านคน) นอกจากนี้ยังพบอัตราการทำงานของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 1.5 เท่าในช่วงเวลา 20 ปี โดยปัจจุบันผู้สูงอายุ 52% ยังทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 60-65 ปีที่ยังทำงานอยู่ถึง 70% แต่ขณะเดียวกันยังมีความท้าทายด้านความเพียงพอของรายได้ ที่สัดส่วนของการมีรายได้เพียงพอลดลงจาก 69% เป็น 39% ระหว่างปี พ.ศ. 2547-2568

ในด้านสุขภาพ พบว่า แนวโน้มการพึ่งพิงในกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ระหว่าง พ.ศ. 2552-2568 จาก 15.5% เป็น 28% หรือประมาณ 4 ล้านคน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงสูงที่สุดถึง 36% อย่างไรก็ตามสัดส่วนของผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแลมีเพียง 12% ของผู้สูงอายุทั้งหมด หรือ 1.8 ล้านคน แต่ในจำนวนที่ต้องการผู้ดูแล กลับไม่มีผู้ดูแลถึง 55% หรือเกือบ 1 ล้านคน ซึ่งปัจจุบันพบว่าผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุกว่า 95% เป็นคนในครอบครัว หากเปรียบเทียบระหว่างภูมิภาคพบว่า ผู้สูงอายุในภาคอีสานน่าเป็นห่วงที่สุดเพราะมีอัตราของภาวะพึ่งพิง พลัดตกหกล้ม รายได้ไม่เพียงพอ ต้องการผู้ดูแลแต่ไม่มี และความเสี่ยงโรคเรื้อรัง ที่สูงกว่าภาคอื่น ๆ เช่น โลหิตจาง ไตวายเรื้อรัง และภาวะเมทาบอลิก
รศ.พญ.เริงฤดี กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลการสำรวจ พบว่า ผู้สูงอายุที่ยังทำงานมีสุขภาพดีกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงานอย่างชัดเจน ทั้งอัตราโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะเมทาบอลิก อ้วนลงพุง และสมองเสื่อม ต่ำกว่า นอกจากนี้ยังพบกลุ่มที่ยังทำงานมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอสูงกว่า มีความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าและพลัดตกหกล้มต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทำงาน นอกจากการทำงาน การมีกิจกรรมทางสังคมของผู้สูงอายุก็มีความสัมพันธ์กับสุขภาพที่ดีกว่าของผู้สูงอายุเช่นกัน
“จากวิถีชีวิตของผู้สูงอายุที่เปลี่ยนไป ประกอบกับการทำงานและการมีส่วนร่วมทางสังคม ส่งผลดีต่อผู้สูงอายุ คิดว่าสังคมควรเปลี่ยนมุมมอง ก้าวข้ามคำว่า “สูงอายุ” ปรับนิยามผู้สูงอายุ จาก 60 ปี เป็น 65 ปีขึ้นไป ร่วมกับการปรับมาตรการต่าง ๆ เช่น สนับสนุนการจ้างงานกลุ่มผู้สูงอายุ ปรับเปลี่ยนอายุการเกษียณ รวมทั้งปรับสวัสดิการและสร้างหลักประกันเพื่อรองรับ นอกจากนี้ควรส่งเสริมการมีพื้นที่กิจกรรมทางสังคมให้กับผู้สูงอายุ และให้น้ำหนักกับนโยบายเชิงป้องกันเพื่อให้ผู้สูงอายุสุขภาพดีมากกว่านโยบายที่มองผู้สูงอายุเป็นภาระ” รศ.พญ.เริงฤดี กล่าวทิ้งท้าย

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงชโลบล เฉลิมศรี อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุไทย ระบุปัญหาสมองเสื่อมถือเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่สำคัญในประชากรผู้สูงอายุไทย อาการของภาวะสมองเสื่อมที่พบบ่อย ได้แก่ หลงลืม หลงทางที่คุ้นเคย ความสามารถในการจัดการสิ่งต่าง ๆ และการดูแลตนเอง แย่ลง นึกคำไม่ออก ใช้คำผิด สับสนวันเวลา สมาธิไม่ดี และมีอารมณ์หรือบุคลิภาพเปลี่ยนไป โดยในระยะแรกจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจวัตรประจำวัน และเมื่อโรคดำเนินไปถึงขั้นสมองเสื่อมแล้วจะกระทบต่อกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน
“จากข้อมูล NHES 7 ซึ่งได้ทำการลงพื้นที่สำรวจประชากรในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยใช้แบบทดสอบ MoCA-B ร่วมกับการประเมินความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน พบว่า มีผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดหรือสมรรถภาพสมองถดถอยในสัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 16.5 โดยจำแนกเป็นเพศชายร้อยละ 18.7 และเพศหญิงร้อยละ 13.4 โดยในกลุ่มนี้มีผู้สูงอายุร้อยละ 3.7 ที่มีความบกพร่องของสมรรถภาพสมองมากจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน นอกจากนั้นยังพบว่าสมรรถภาพสมองยังเกี่ยวข้องกับ อายุ การศึกษา เศรษฐานะ การประกอบอาชีพ ภูมิลำเนารวมถึงโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคไตเรื้อรังและโรคหลอดเลือดสมอง อีกด้วย ดังนั้นการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมจึงมีความสำคัญโดยอาจพิจารณาทำให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงก่อน” ผศ.พญ.ชโลบล กล่าวเพิ่มเติม

ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิชัย เอกพลากร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ปัญหาด้านสุขภาพที่สำคัญของผู้สูงอายุคือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) ที่จะมีอัตราป่วยสูงขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้นเริ่มตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 40 ปี และสูงสุดเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ระหว่าง พ.ศ. 2547-2568 อัตราป่วยด้วยโรค NCDs เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ กล่าวคือ เบาหวานเพิ่มจาก 14.3% เป็น 20.8% ภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน เพิ่มจาก 24.6% เป็น 38.5% และความดันโลหิตสูงเพิ่มจาก 51.6% เป็น 62.9% ขณะเดียวกันแม้ว่ากลุ่มสูงอายุเป็นกลุ่มที่เข้ารับบริการการคัดกรองโรค NCDs ได้รับการรักษา และควบคุมโรค ได้ดีกว่าวัยทำงาน แต่สัดส่วนของการควบคุมโรคไม่ดียังอยู่ในระดับสูง เช่น เบาหวานมีถึง 44.2% และความดันโลหิตสูง 30.5% ของผู้สูงอายุที่ได้รับการรักษาแต่ยังควบคุมระดับน้ำตาล หรือความดันโลหิตไม่ได้ตามเกณฑ์ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูงเพิ่มความเสี่ยงไตวายเรื้อรังถึง 2 เท่า
ศ.นพ.วิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า อัตราการป่วยด้วยโรค NCDs ในผู้สูงอายุ สวนทางกับพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพที่สูงที่สุดในวัยรุ่นและวัยทำงาน และลดลงในวัยสูงอายุ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพตั้งแต่วัยรุ่นส่งผลต่อการป่วยด้วย NCDs ในวัยสูงอายุ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงจึงควรทำตั้งแต่กลุ่มวัยรุ่นหรือวัยทำงานส่วนในวัยสูงอายุ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ควรเน้น คือ การบริโภคอาหาร และกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม ซึ่งจากข้อมูลพบว่า ผู้สูงอายุที่บริโภคอาหารประเภทธัญพืชเป็นประจำความเสี่ยงโรค NCDs ลดลงเฉลี่ย 22-26% แต่หากบริโภคอาหารแปรรูปหรือเนื้อสัตว์เป็นประจำ ระดับไขมันจะสูงขึ้นเฉลี่ย 17-50% นอกจากนี้พบว่าผู้สูงอายุที่มีกิจกรรมทางกายน้อย เพิ่มความเสี่ยงเบาหวานถึง 23%

ด้านนางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักนำเสนอข้อมูลด้านสังคมและเศรษฐกิจเป็นหลัก ขณะที่ผลสำรวจ NHES 7 เจาะลึกข้อมูลสุขภาพและเชื่อมโยงพฤติกรรมในมิติต่าง ๆ กับผลลัพธ์ทางสุขภาพ จึงเป็นข้อมูลสำคัญต่อการออกแบบการดำเนินงานของ สสส. ทั้งการเสริมความเข้มแข็งของผู้สูงอายุผ่านชมรมผู้สูงอายุ การส่งเสริมการจ้างงาน และการชวนผู้สูงอายุออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น เพราะผลสำรวจสะท้อนชัดว่า ผู้สูงอายุที่ยังทำงานและมีส่วนร่วมทางสังคมมีสุขภาพดีกว่าในหลายด้าน

ผู้ช่วยผู้จัดการ สสส. ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า วัยสูงอายุเป็นช่วงที่ร่างกายเสื่อมถอยตามธรรมชาติ การเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพตั้งแต่ก่อนอายุ 40 ปีจึงสอดคล้องกับข้อค้นพบครั้งนี้ และยืนยันความจำเป็นของการดูแลตนเองก่อนเข้าสู่วัย 60 ปี ทั้งด้านอาหาร กิจกรรมทางกาย และปัจจัยสุขภาพอื่น ๆ ขณะเดียวกันข้อมูลยังช่วยชี้เป้าปัญหาที่ต้องเร่งหนุนเสริม เช่น ภาวะสมองเสื่อมและภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย เพื่อนำไปออกแบบมาตรการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุให้ตรงกับสถานการณ์มากขึ้น



