เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 69 ที่รัฐสภา นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การคุ้มครองผู้บริโภค คนที่ 3 พร้อมคณะ แถลงผลการพิจารณากรณีเหตุเพลิงไหม้สถานประกอบการย่านลาดพร้าว เสนอโมเดล “BEER” เป็นแนวทางยกระดับการกำกับดูแลสถานบริการ และสถานประกอบการที่มีลักษณะใกล้เคียง เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีก
นายกันต์พงษ์ กล่าวว่า สำหรับ โมเดล BEER ยกระดับการกำกับดูแลสถานบริการ ประกอบด้วย B (Bureau) หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ตรงไปตรงมา และสามารถตรวจสอบได้ E (Enlist) จัดทำฐานข้อมูลและทะเบียนสถานประกอบการให้เป็นระบบ ครอบคลุม และเป็นปัจจุบัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแล ปัจจุบันสถานบริการที่สามารถเปิดให้บริการเกินเวลา 02.00 น. มีประมาณ 147 แห่ง แต่พื้นที่ที่มีการกำหนดโซนนิ่งอย่างชัดเจนมีเพียงไม่กี่แห่ง จึงต้องมีการจัดทำทะเบียนที่ครบถ้วน จากข้อมูลที่ได้รับ ยังมีสถานประกอบการอีกมาก ที่ไม่มีฐานข้อมูลที่ชัดเจน หากปล่อยไว้ เหตุการณ์ลักษณะนี้ก็อาจเกิดซ้ำอีกได้
E (Ensure) สร้างหลักประกันความปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการ โดยกำหนดให้สถานประกอบการ มีระบบประกันภัยที่ครอบคลุมชีวิต และทรัพย์สินของผู้ใช้บริการอย่างเหมาะสม ปัจจุบันสถานบริการที่อยู่ภายใต้กฎหมายเพียงบางส่วน ที่ถูกบังคับให้ทำประกันภัยสำหรับผู้ใช้บริการ ส่วนสถานประกอบการอื่น ๆ ไม่มีข้อบังคับดังกล่าว บางแห่งมีเพียงประกันภัยตัวอาคารหรือทรัพย์สิน แต่ไม่มีการคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่เข้าใช้บริการ เมื่อเกิดเหตุขึ้น ภาครัฐต้องใช้งบประมาณเข้าไปเยียวยา จึงเกิดคำถามว่าเหมาะสมแล้วหรือไม่ จึงควรกำหนดให้สถานประกอบการทุกแห่ง มีระบบประกันภัยที่ครอบคลุมผู้ใช้บริการ
R (Reliability) สร้างความน่าเชื่อถือของระบบ ผ่านความร่วมมือของภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชน ในการปฏิบัติตามกฎหมาย เฝ้าระวัง และแจ้งเบาะแสเมื่อพบการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ผู้ประกอบการต้องดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่มุ่งแต่ผลประโยชน์ เพราะธุรกิจเกี่ยวข้องกับชีวิต และความปลอดภัยของประชาชน หากประชาชนพบเห็นสถานประกอบการที่ดำเนินการไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งหน่วยงานรัฐได้ และเจ้าหน้าที่ต้องเร่งเข้าไปตรวจสอบและแก้ไขโดยเร็ว



