ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง เพื่อให้ผู้เรียนมีความพร้อมทั้งด้านความรู้ ทักษะ และสมรรถนะทางวิชาชีพ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 มหาวิทยาลัยทักษิณจึงเดินหน้าความร่วมมือกับโรงพยาบาลพัทลุง โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ และ นายแพทย์สุทธิรักษ์ บัวแก้ว ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพัทลุง ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจและความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาด้านวิชาชีพ และสร้างโอกาสให้นิสิตได้เรียนรู้จากบริบทการทำงานจริง สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพและความต้องการของสังคม
ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองหน่วยงานกำหนดกรอบการดำเนินงานครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเรียนการสอน การวิจัยและนวัตกรรม การบริการทางวิชาการ และการปฏิบัติงานทางวิชาชีพ โดยมุ่งเปิดโอกาสให้นิสิตมหาวิทยาลัยทักษิณได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ผ่านการฝึกปฏิบัติงานในโรงพยาบาล พร้อมมีบุคลากรจากทั้งสองฝ่ายร่วมกันให้ความรู้ กำกับดูแล และประเมินผล เพื่อให้นิสิตได้รับประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับการทำงานในวิชาชีพจริง
ในด้านการเรียนการสอน ความร่วมมือเปิดโอกาสให้บุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะอาจารย์พิเศษ สนับสนุนอุปกรณ์และทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ รวมถึงร่วมพัฒนาหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้นิสิตได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและสัมผัสบริบทการทำงานจริงมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังมุ่งต่อยอดความร่วมมือสู่การวิจัยและนวัตกรรม โดยเปิดโอกาสให้อาจารย์และนิสิตทำงานวิจัยหรือพัฒนาโครงการร่วมกับบุคลากรของโรงพยาบาล รวมถึงใช้ศักยภาพและทรัพยากรของทั้งสองหน่วยงานร่วมกันตามความเหมาะสม ทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ และสถานที่ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ใหม่และสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ด้านวิชาชีพและสังคม
นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการบริการทางวิชาการและการถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยใช้ศักยภาพของมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลเป็นฐานในการพัฒนาความรู้และนวัตกรรม ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สนับสนุนการจัดการเรียนการสอนของนิสิตในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยทักษิณกับโรงพยาบาลพัทลุง จึงเป็นมากกว่าการสร้างแหล่งฝึกปฏิบัติทางวิชาชีพ แต่คือการเชื่อมโยง “การศึกษา–วิชาชีพ–งานวิจัย–นวัตกรรม” เข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตกำลังคนให้มีความพร้อมสำหรับโลกการทำงานจริงพร้อมวางรากฐานความร่วมมือทางวิชาการที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาระบบสุขภาพและสังคมในระยะยาว



