เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ นอมินี และทุนสีเทา ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ลงพื้นที่ตามแนวชายแดนเพื่อเสนอแนะการกระชับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเตรียมขยายวงหารือร่วมกับจีน เมียนมา กัมพูชา และลาว รวมถึงการผลักดันแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนในปีงบประมาณ 2570

สำหรับมาตรการทางกฎหมายในการจัดการปัญหานอมินีและทุนเทา ขณะนี้หน่วยงานภาครัฐอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน ดังนี้

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อยู่ระหว่างแก้ไขกฎหมายโดยเพิ่มฐานความผิดเรื่องนอมินีให้เป็นหนึ่งในความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการฟอกเงิน

กรมที่ดิน ได้เสนอแก้ไขกฎหมายไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเพิ่มโทษกรณีการใช้นอมินีซื้อที่ดิน โดยเปลี่ยนจากบทลงโทษเดิมที่มีเพียงโทษปรับหลักหมื่นบาทและคืนที่ดิน มาเป็น การให้ที่ดินตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งจะบังคับใช้ทั้งกับผู้ถือหุ้นฝ่ายไทยและผู้ถือหุ้นต่างประเทศ

กระทรวงพาณิชย์ อยู่ระหว่างการพิจารณาขยายระยะเวลาตรวจสอบสัดส่วนการถือหุ้นย้อนหลังของฝั่งไทยจากเดิม 3 เดือน เพิ่มเป็น 1–3 ปี

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่สีเทาทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็นกลุ่มพื้นที่สำคัญ ได้แก่ 1. ศูนย์กลางทุนเทาและเมืองใหญ่ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 2. เมืองท่องเที่ยวและบริการ พังงา (เขาหลัก) สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และเชียงราย ซึ่งพบการถือครองโรงแรม รีสอร์ท และบ้านพักโดยต่างชาติ 3. พื้นที่เกษตรกรรม ก็มี จ.เพชรบูรณ์ (มะขามหวาน) สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ราชบุรี เพชรบุรี (มะพร้าว) รวมถึงจันทบุรี ตราด ระยอง ชุมพร และปัญหาล้งลำไยในภาคเหนือ

นายทรงศัก กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีที่อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในขบวนการดังกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาถือเป็นเรื่องซับซ้อน แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะทำหน้าที่ผลักดันให้หน่วยปฏิบัติทำงานอย่างจริงจัง หากตรวจสอบพบข้อมูลการทุจริตที่มีทั้งประชาชนและข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้อง จะดำเนินการส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดต่อไป