เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานประชุมหารือแนวทางการป้องปรามการทุจริตทางทะเบียน กรณีการตรวจพบการแจ้งเกิดและออกสูติบัตรเท็จให้แก่บุตรของมารดาชาวต่างด้าวโดยระบุชื่อบิดาเป็นคนไทยเพื่อให้ได้รับสัญชาติไทย
โดยการประชุมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจาก ดร.รัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย กรมการปกครอง พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ. และรองเลขาธิการศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC), พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม., นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร และนางคัชรินทร์ เจียมศรีพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักดิจิทัล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
นายชัชชาติ เผยภายหลังการประชุมว่า ขณะนี้พบความผิดชัดเจนในกรณี “พ่อทิพย์” ที่นำชื่อชายไทยมาสวมเป็นบิดาเพื่อขอสัญชาติไทย โดยยืนยันตัวเลขเด็กที่ตรวจสอบพบการกระทำผิดจริงแล้ว 24 ราย ซึ่ง กทม. ได้สั่งให้ออกจากราชการไปแล้ว 1 รายที่เกี่ยวข้องในระดับเขต โดยขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่วันแรก พร้อมเร่งประสานกรมการปกครองในการถอนสัญชาติและสำรวจตัวเลขผู้ที่เข้าข่ายความเสี่ยงให้ชัดเจน เช่น กรณีพ่อชาวไทยที่มีภรรยาหลายคนและล้วนเป็นชาวต่างชาติทั้งหมด ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า สั่งการให้ทุกเขตตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด โดยเฉพาะกรณีเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งพบข้อมูลว่ามีการขายแพ็กเกจสำหรับการกระทำดังกล่าว ในส่วนของ กทม. จะตรวจสอบวินัยระเบียบราชการและแนวปฏิบัติภายในเขต เช่น การตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่คนเดียวที่ติดต่อกับโรงพยาบาลหรือไม่ ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยง ส่วนการตรวจสอบเชิงลึกในโรงพยาบาลเอกชนจะเป็นหน้าที่ของกรมการปกครองและสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.)
ทั้งนี้ พบความผิดปกติใน 6 เขตพื้นที่ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับจำนวนโรงพยาบาลในพื้นที่นั้น ๆ เช่น เขตราชเทวีที่มีโรงพยาบาลถึง 13 แห่ง จึงต้องสืบสวนหาต้นตอต่อไป โดยยืนยันว่าจะไม่ปกป้องใครเพราะความผิดนี้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและประเทศชาติ
“ปัญหาหนึ่งที่อาจจะเจอในอดีตคือ บางครั้งเจ้าหน้าที่เราก็อาจจะให้ความไว้วางใจกับทางโรงพยาบาล เพราะเขามีความน่าเชื่อถือ ส่งข้อมูลมาบางทีเจ้าหน้าที่อาจไม่ได้คิดว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จึงไม่ได้ตรวจสอบละเอียด ซึ่งการทุจริตก็คงมี เพราะให้พนักงานออกไปแล้ว แต่บางทีมันอาจเป็นเรื่องความคาดไม่ถึงว่าจะมีการทุจริตแบบนี้และเป็นการเชื่อโรงพยาบาลด้วย”
อย่างไรก็ตาม ต้องไปสืบถึงต้นตออีกทีหนึ่ง แต่ไม่ได้ปกป้องใคร ผิดก็ต้องฟัน เพราะถือว่ามีความเสียหายกับเศรษฐกิจของชาติอย่างมาก

ด้านนายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัด กทม. ระบุ ได้รับสั่งการจากผู้ว่าฯ กทม. ให้ตรวจสอบทุกเขต โดยเฉพาะความรัดกุมในการแจ้งเกิดกรณีมารดาเป็นชาวต่างด้าวและบิดาเป็นชาวไทย เบื้องต้นได้รับรายงานพบประเด็นปัญหาใน 8 สำนักงานเขต นอกเหนือจากเขตธนบุรีที่ปรากฏเป็นข่าวไปก่อนหน้านี้
มาตรการใหม่จะกำหนดให้มีการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มขึ้น เช่น จำนวนบุตรของบิดาชาวไทยว่าเกิดจากมารดาคนเดียวกันหรือไม่ และเพิ่มขั้นตอนให้หัวหน้าฝ่ายทะเบียนระดับชำนาญการพิเศษเป็นผู้อนุมัติและตรวจสอบอีกครั้ง พร้อมทำสมุดคุมการแจ้งเกิดกรณีกลุ่มเสี่ยงนี้เป็นการเฉพาะ
สำหรับรายชื่อ 24 ราย ที่ยืนยันความผิดแล้ว เขตจะดำเนินการยกเลิกเพิกถอนสูติบัตรใบเดิมและออกใบใหม่ที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงให้แก่เด็ก ส่วนเคสที่อยู่ระหว่างเฝ้าระวังจะแจ้งกรมการปกครองเพื่อระงับการเคลื่อนไหวทางทะเบียน หรือ “ล็อกข้อมูล” ไว้ก่อน หากไม่สามารถตรวจ DNA ได้ หรือไม่มาให้ข้อเท็จจริงตามระเบียบก็จะดำเนินการเพิกถอนตามขั้นตอน ซึ่งโมเดลการทำงานนี้จะใช้ครอบคลุมทั่วประเทศ
สำหรับการตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามมาตรฐานที่กรมการปกครองได้สั่งการ หรือมีมาตรการไว้อยู่แล้ว ขณะที่กรณีเฝ้าระวัง กทม. จะออกมาตรการล็อกการเคลื่อนไหวทางทะเบียนไว้ก่อน และแจ้งมาให้ข้อเท็จจริง หากไม่เข้ามาโต้แย้งสิทธิก็จะมีการเพิกถอนสูติบัตร

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการตรวจสอบการรับแจ้งเกิด กรณีบิดาเป็นคนไทยและมารดาเป็นคนต่างด้าว ระหว่างปี 60-69 พบความผิดปกติอยู่ 8 เขต รวม 633 กรณี ได้แก่
เขตธนบุรี มีมูลบิดาเป็นเท็จ 22 กรณี มีเหตุอันควรสงสัย 92 กรณี เขตบางกอกน้อย พบความเสี่ยงสูง 3 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 4 กรณี เขตบางขุนเทียน มีมูลบิดาเป็นเท็จ 3 กรณี มีความเสี่ยงสูง 1 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัยอีก 268 กรณี เขตบางรัก มีความเสี่ยงสูง 2 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 27 กรณี
เขตภาษีเจริญ มีมูลบิดาเป็นเท็จ 2 กรณี มีความเสี่ยงสูง 17 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 103 กรณี เขตคลองสาน มีเหตุอันควรสงสัย 2 กรณี เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีความเสี่ยงสูง 5 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 4 กรณี และเขตห้วยขวาง มีมูลบิดาเป็นเท็จ 5 กรณี มีความเสี่ยงสูง 17 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 66 กรณี
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบการออกใบสูติบัตรให้ชาวต่างชาติ ย้อนหลังไป 10 ปี พบมี 1,400 ราย หากพบมีมูลเป็นเท็จ จะยกเลิกใบสูติบัตร หากพบมีความเสี่ยงสูงหรือมีเหตุอันควรจะล็อกการเคลื่อนไหวทางทะเบียนไว้ก่อน และแจ้งมาให้ข้อเท็จจริง
ขณะที่ พล.ต.ต.ธีระชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาตำรวจร่วมกับกรมการปกครองอยู่แล้ว และวันนี้ได้จับมือกับ กทม. เพื่อเดินหน้าให้รวดเร็ว เชื่อว่ากรณีที่เกิดขึ้นใหม่ไม่น่าจะมีแล้วเพราะมาตรการฝ่ายปกครองเข้มงวด แต่ปัญหาคือ การตรวจสอบย้อนหลังว่ามีกรณีทณีกระทำผิดกี่ราย ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน
อันดับแรกคือ ต้องดำเนินการยกเลิกสูติบัตร หากมีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีก็ต้องดำเนินคดีทุกราย เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นภัยความมั่นคง ยืนยันว่าจะดำเนินการร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ เช่นเดียวกับกรณีที่นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ได้ร้องเข้ามา อยู่ระหว่างการดำเนินการอีกหลายเขต.



