กทม.ออกแบบเช็กลิสต์ใหม่ เพิ่มความปลอดภัยครอบคลุม ภายใต้กรอบกฎหมาย เพื่อใช้เป็นมาตรฐานกลางในการสำรวจทุกพื้นที่ โดยออกแบบเช็กลิสต์ครอบคลุมทั้ง พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509, พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 โดยจะส่งให้ผู้ประกอบการนำไปประเมินตัวเองเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการร้านอาหารโดยทั่วไปต้องขอใบอนุญาตจากกทม. 2 ประเภท ได้แก่ ใบอนุญาตจำหน่ายอาหาร และ ใบอนุญาตกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (กรณีที่มีการแสดงดนตรี) ด้วย

“ทีมข่าวชุมชนเมือง เดลินิวส์” เปิดเช็กลิสต์ใหม่ หรือชื่อเป็นทางการว่า “แบบตรวจสอบประเมินสถานบริการและสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายสถานบริการ” สาระสำคัญของเช็กลิสต์ใหม่นี้ รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า เป็นการเช็กรายละเอียดตั้งแต่ข้อมูลจำเป็นของสถานประกอบการ ไปจนถึงระบบความปลอดภัย การป้องกันอัคคีภัย และสุขอนามัย

ซึ่งเช็กลิสต์ทั้ง 17 ข้อนั้นเป็นไปตามข้อกฏหมายที่ กทม.ใช้เป็นมาตรฐานความปลอดภัย ในการตรวจสถานบริการอยู่แล้ว เพียงแต่ครั้งนี้นำมาเข้มงวดใช้กับการตรวจสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ และตรวจสถานประกอบการใดที่มีกิจกรรมเหมือนกับสถานบริการด้วย พร้อมเพิ่มรายละเอียดในการตรวจและมีคู่มือการตรวจให้กับเจ้าหน้าที่

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาการเข้าตรวจสถานบริการและสถานประกอบการต่างๆ ของเจ้าหน้าที่แต่ละฝ่ายจะไม่ได้ไปพร้อมกัน แบบตรวจมาตรฐานความปลอดภัยฉบับใหม่นี้จึงได้รวมการตรวจทางด้านความปลอดภัยอาคาร ความปลอดภัยด้านอัคคีภัย และด้านสุขลักษณะ มาไว้ในแบบเดียว เมื่อเจ้าหน้าที่ลงไปก็จะได้ลงไปพร้อมกันก็จะสามารถตรวจสอบได้อย่างละเอียดรอบคอบ ช่วยกันดูเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงตัดข้อตรวจที่ซ้ำซ้อน ไม่ชัดเจน ทำให้แบบตรวจไม่เยิ่นเย้อ

รศ.ทวิดา กล่าวต่อไปว่า ส่วนที่เพิ่มเข้ามา อาทิ ระบบไฟ เบรกเกอร์ จุดต่อไฟต่างๆ ของร้าน เป็นต้น ซึ่งขณะนี้เราทำการตรวจ 2 แบบคือ 1.ให้ผู้ประกอบการตรวจประเมินสถานประกอบการของตนเองพร้อมแนบรูปประกอบและมีการเซ็นรับรองจากผู้เชี่ยวชาญด้านระบบไฟ ส่งให้เจ้าหน้าที่มาตรวจประเมินซ้ำอีกครั้ง 2.ประสานขอความร่วมมืออาชีวะหรือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่เกี่ยวกับไฟ ลงพื้นที่ร่วมตรวจกับสำนักงานเขต ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง หรือจากแบบประเมินที่ส่งตรวจมาให้แล้วเห็นว่าอาจจะต้องตรวจซ้ำก็จะเจอบุคคลเหล่านี้ไปร่วมตรวจด้วย

ขณะที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยถึงผลการปูพรมตรวจสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบจำนวน 1,091 แห่ง ว่า ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบแล้ว 824 แห่ง พบว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 217 แห่ง สั่งให้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม 551 แห่ง และมีคำสั่งให้ระงับการเปิดให้บริการชั่วคราว 56 แห่ง เนื่องจากพบข้อบกพร่องด้านความปลอดภัย โดยกรณีที่ข้อบกพร่องไม่ร้ายแรง กฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการปรับปรุงแก้ไขก่อนเปิดให้บริการอีกครั้ง แต่หากพบความเสี่ยงร้ายแรงจะสั่งปิดทันที

ทั้งนี้ จะเดินหน้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่องตลอด 2 เดือนนี้พร้อมเข้าตรวจซ้ำ รวมถึงกำหนดให้ผู้ประกอบการจัดทำเอกสารรับรองจากวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญในประเด็นที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยการสังเกต เช่น ระบบไฟฟ้าภายในอาคาร และวัสดุฉนวนหรือวัสดุกันเสียง เพื่อยืนยันว่าเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย

รวมถึงมีประชาชนแจ้งเบาะแสผ่านระบบ Traffy Fondue เข้ามาแล้ว 27 เรื่อง ขณะเดียวกัน ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ สำนักงานเขตจะเชิญผู้ประกอบการในพื้นที่ของตัวเองเข้ารับฟังแนวทางการใช้เช็กลิสต์มาตรฐาน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ

นายชัชชาติ ยังระบุเพิ่มด้วยว่า การตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยในครั้งนี้ จะไม่จำกัดเฉพาะสถานบริการหรือสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการเท่านั้น แต่จะครอบคลุมอาคารที่เข้าข่ายเป็นอาคารชุมนุมคน หรือโรงมหรสพ ตามกฎหมาย ซึ่งมีประมาณ 14,000 แห่งทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงสนามมวย โดยจะตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบอาคาร เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัย จะมีการตรวจสอบประจำปีและการตรวจสอบใหญ่ทุก 5 ปี โดยผู้ตรวจสอบอาคารอิสระ.

ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน