นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ถึงภาพรวมการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน กับประเทศคู่เจรจา และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ว่าเป็นการประชุมหลายส่วน นอกจากประเทศสมาชิก 11 ประเทศแล้ว ยังมีอีก 11 ประเทศคู่เจรจา ยังมีการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เออาร์เอฟ) ซึ่งมีประเทศที่เข้ามาร่วมนอกเหนือจากประเทศคู่เจรจา รวม 27 ประเทศ อีกทั้งยังมีการประชุม รัฐมนตรีต่างประเทศเอเชียตะวันออก (EAS) และมีการประชุม อนุภูมิภาคแม่โขงกับญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า อาเซียนยังเนื้อหอม ยังเป็นที่ยอมรับจากประชาคมโลก เพราะถือว่า อาเซียนเป็นองค์กรระดับภูมิภาคที่ประสบความสำเร็จ เป็นอันดับ 2 รองจากสหภาพยุโรป (EU) อีกทั้ง อาเซียน ได้รับคำชื่นชมว่าเป็นแกนกลางในภูมิภาค เป็นเสาหลักแห่งสันติภาพ และความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังมีอีกหลายเรื่องที่อาเซียนมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศด้วย

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า โดยประเด็นหลักที่หารือกันส่วนใหญ่ เป็นสถานการณ์ในภูมิภาค สถานการณ์โลก และความผันแปรต่างๆ ที่ดูเหมือนโลกจะไร้ระเบียบ ไม่เคารพกติกา ขณะเดียวกัน ก็เกิดปัญหาความขัดแย้ง และการสู้รบหลายแห่ง ที่ทำให้เกิดความกังวลอย่างมาก นอกจากสถานการณ์ รัสเซีย-ยูเครน แล้ว ยังมีการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง แม้มีการหยุดยิง เพื่อนำไปสู่สันติภาพ แต่ตอนนี้เกิดการสู้รบขึ้นอีกครั้ง ทำให้การประชุมครั้งนี้ต่างพูดถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่นำไปสู่ความมั่นคงทางทะเล ความห่วงใยในเสรีภาพการเดินเรือ ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่กลับมีการปิดล้อม และใช้ปฏิบัติการห้ามเดินเรือ จึงทำให้เกิดประเด็นเรื่องความมั่นคงทางทะเล และความมั่นคงด้านพลังงานและด้านอาหาร


นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่หารือเกี่ยวกับอาเซียน มีทั้งปัญหาทะเลจีนใต้ ที่ยังมีความเป็นห่วงเรื่องเสรีภาพการเดินเรือ และความมั่นคงทางทะเลเช่นกัน เพราะทะเลจีนใต้ยังมีความขัดแย้งเรื่องการอ้างสิทธิทางทะเล อีกทั้ง บางประเทศยังเป็นห่วงบทบาทของจีน ในทะเลจีนใต้ ขณะที่บางประเทศ ห่วงใยเรื่องการแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ในทะเลจีนใต้ นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงสถานการณ์ในเมียนมา ที่ตนได้เน้นย้ำในหลายการประชุมว่า ไทยต้องการเห็นการพูดคุยของผู้ที่เกี่ยวข้อง และต้องเพิ่มการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แก่ประชาชนเมียนมาที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งได้นำเสนอ การมีปฏิสัมพันธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะไทยเป็นเพื่อนบ้านจึงรอต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะได้รับผลกระทบโดยตรง โดยที่ไม่ได้ให้ความชอบธรรมกับรัฐบาลชุดใหม่ ของเมียนมา แต่อยากให้เกิดความปรองดอง เกิดการพูดคุย และ สร้างสันติภาพในเมียนมา สิ่งเหล่านี้ถือเป็นนโยบายที่เรียกว่า “การเดินสองเส้นทาง” ทั้งนี้การหารือ เรื่องสถานการณ์ในเมียนมา ในเวทีต่างๆ ไม่รุนแรงเหมือนครั้งก่อนๆ


นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมวงต่างๆ ยังหารือเรื่องการหลอกลวงออนไลน์ด้วย แม้กระทั่ง นายมาร์โค รูบีโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ยังระบุว่าเรื่องนี้ ถือเป็นภัยที่น่ากลัว เพราะประชาชนในสหรัฐ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เก็บเงินมาทั้งชีวิต ก็ถูกหลอกลวง ทำให้เสียเงินไปจนหมด ทางสหรัฐจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าทางสหรัฐจะเดินหน้า แก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยต้องการร่วมมือกับฝ่ายไทย เพราะเห็นว่าไทย เอาจริงเอาจังกับปัญหานี้



