เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ และภาคประชาสังคม ออกมาเปิดเผยรายชื่อ 9 บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งปรากฏชื่อของนายกรวีร์รวมอยู่ด้วยว่า ยินดีรับการตรวจสอบ แต่ต้องไม่ใช่การใส่ร้ายป้ายสี โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนติดภารกิจประชุมงบประมาณจึงยังไม่ได้ออกมาตอบโต้ ข้อกล่าวหาในส่วนของตนเองเป็นเพียงการกล่าวอ้างว่า ผู้ช่วย สส. รู้จักกับผู้สมัคร สว. และขับรถพาไปสมัคร พยายามฟังรายละเอียดถึง 2 รอบ ก็ยังคงเกิดข้อสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับตนเองอย่างไร
“หากบอกว่าผมเป็นคนขับรถพาไปสมัครเอง หรือมีคลิปวิดีโอ คลิปเสียง หรือหลักฐานการโอนเงินว่าผมเข้าไปอยู่ในขบวนการฮั้ว สว. แบบนั้นสามารถกล่าวอ้างได้ แต่ในกรณีนี้เป็นเรื่องของบุคคลอื่น ที่มีความพยายามโยงมาถึงตัวผม ซึ่งทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดว่าทั้ง 9 คนมีความเชื่อมโยงกับขบวนการโกง”
นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า ข้อมูลที่นำมายื่นต่อวิปฝ่ายค้านต่างก็ยอมรับเองว่าเป็นข้อมูลเก่า ที่เคยมีการตั้งกระทู้ถามและตรวจสอบผ่านชั้นกรรมาธิการไปแล้ว จึงเป็นข้อน่าคิดว่าการออกมาเคลื่อนไหวในจังหวะลักษณะแบบนี้ย่อมทำไปเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับทางพรรคและอีก 8 รายชื่อ เพื่อพิจารณาข้อหาทางกฎหมายต่อไป
เมื่อถามถึง กรณีนายยิ่งชีพ มีการหยิบยกระเบียบศาลฎีกาเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันฟ้องปิดปาก (SLAPP) อ้างว่า ศาลอาจไม่สามารถรับฟ้องได้ นายกรวีร์ กล่าวว่า “เรื่องนี้เขายอมรับเองว่า สิ่งที่เขาออกมาพูด ไม่ได้มีหลักฐาน ไม่ใช่เป็นความจริงและข้อเท็จจริงเลย แต่ทำให้คนอื่นเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ออกมาเปิดเผยชื่อทั้ง 9 คน ก็ชัดเจนมีการพูดถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่ทำให้เขาเสียหาย พวกเราก็ต้องรักษาสิทธิและศักดิ์ศรีของตัวเอง
หากมีใครสักคนไปกล่าวหานายยิ่งชีพ อย่าไปเอ่ยชื่อเขาเลย เอาเป็นว่า “ย.ช.” จะยิ่งชีพ ยิ่งชั่ว ก็ไปว่ากัน มีคนไปกล่าวหาเขา สมมุติว่ามีคนไปกล่าวหาเขาว่าอยู่ในขบวนการ Forex ด้วย ที่พรรคทางโน้นเขาเกี่ยวข้องจะทำอย่างไร หรือมีคนไปกล่าวหานาย ย.ช. ว่ามีกระบวนการสมรู้ร่วมคิด ไปปลุกปั่นเยาวชน ให้ออกมาเคลื่อนไหวหรือทำให้สังคมเสียหาย ซึ่งเขาไม่ได้ทำ แล้วจะออกมารักษาสิทธิของตัวเองหรือไม่ ผมก็เหมือนกัน เราได้รับความเสียหาย ถูกใส่ร้ายป้ายสี เราก็ต้องรักษาสิทธิของตัวเอง เพื่อทวงความเป็นธรรมให้กับตัวเอง ถ้าพวกผมไม่ออกมาตอบโต้หรือดำเนินคดี เขาก็จะบอกอีกว่า นี่ไง ก็เฉย ก็รับ” นายกรวีร์ กล่าว
“เขาบอกว่าคนที่เป็นผู้ช่วย สส.ของผม ซึ่งรู้จักกับคนที่เป็นผู้สมัคร สว. และขับรถพาไป ผมฟัง 2 รอบ ก็ถามกับตัวเองเหมือนกันว่า แล้วเกี่ยวอะไรกับผม พยายามโยงให้มาถึงตัวผม ทำให้สังคมเข้าใจผิด ชัดเจนว่าเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะมาตรวจสอบเพื่อให้เกิดความโปร่งใส แต่เป็นประเด็นที่น่าจะโยงไปถึงการเมือง”



