นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัวอรุณพิพัฒน์ หลังจากพิธีกรและนักแสดงสาว “นุ้ย-สุจิรา อรุณพิพัฒน์” ได้สูญเสียคุณพ่อ “สุเมธ อรุณพิพัฒน์” ไปอย่างไม่มีวันกลับเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ด้วยโรคมะเร็งหลอดเลือด ซึ่งเป็นมะเร็งชนิดหายาก ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของคนในครอบครัวนั้น

ล่าสุด นุ้ย สุจิรา ที่ได้เินทางมาร่วมงาน “วิมานอากาศ Sky Castle Thailand World Premiere” ณ SF World Cinema ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เจ้าตัวก็ได้ได้ออกมาเปิดใจเปิใจครั้งแรกกับสื่อมวลชนถึงดารสูญเสียครั้งหนักสุดในชีวิต พร้อมย้อนเล่าถึงช่วงเวลาแห่งการสูญเสีย รวมถึงบทเรียนชีวิตครั้งสำคัญที่คุณพ่อได้ทิ้งไว้ให้ และเล่านาทีบีบหัวใจที่ได้จับมือบอกลาคุณพ่อเป็นครั้งสุดท้ายด้วย

นุ้ย สุจิรา เผยว่า “คือจริงๆ แล้วนุ้ยแอบสังเกตเห็นคุณพ่อมีเงาบริเวณหน้าผากมาสักพักแล้ว ด้วยความที่เราเป็นพิธีกร แล้วเราก็เจอข้อมูลค่อนข้างเยอะ นุ้ยก็รู้สึกว่าขอบมันไม่ค่อยสวยนะ ปะป๊าไปตรวจดีกว่า มันอาจจะไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสีผิวตามวัยก็ได้ ก็ไปตรวจ ตรวจแล้วก็มีความเห็นกับคุณหมอด้วย ทั้ง ๆ ที่ชิ้นเนื้อออกมาก็บอกว่าเป็นปาน แต่ว่าด้วยความที่คุณหมอมากประสบการณ์นะคะ ท่านก็บอกว่าจริง ๆ แล้วคิดว่าไม่น่าใช่ แต่ทำไมถึงหายาก หายากเพราะว่าเขาเป็นมะเร็งที่เส้นเลือดค่ะ ไม่ใช่เป็นมะเร็งที่ผิวหนัง ไม่ได้ตรงอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง แต่เป็นที่เส้นเลือด เพราะฉะนั้นถ้าเราเก็บตัวอย่างไม่ได้ตรงบริเวณนั้น ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าเป็นมะเร็ง ก็เลยจำเป็นว่า จากที่เป็นมะเร็งเส้นเลือดตรงบริเวณหนังศีรษะ ก็ต้องผ่าทั้งหมดออกมา แล้วถึงรู้ค่ะว่าเป็น แองจิโอซาร์โคมา ซึ่งเป็นมะเร้งชนิดหายาก ไม่ได้เป็นโอกาสง่าย ๆ เลยค่ะ แล้วก็ไม่ได้เป็นพันธุกรรมด้วย แล้วก็ตัวนี้ค่อนข้างดื้อต่อการรักษาด้วย

แต่เราก็ทำเต็มที่นะคะ ตอนแรกก็ผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว ยังดีใจอยู่เลยว่าคุณพ่อไม่ต้องทำคีโม เพราะว่าแค่ฉายแสงก็สามารถควบคุมเขาได้แล้ว แต่ว่าคุณหมอก็เตือนไว้แล้วว่า เราต้องเฝ้าดูทุก 3 เดือน สุดท้ายก็กลับมาหลังจากที่พาคุณพ่อไปเที่ยวแล้ว ก็ 6 เดือน ก็พบว่าน้ำท่วมปอด ก็เลยเข้าโรงพยาบาลเลย ระยะเวลาการรักษาตั้งแต่ตอนแรกที่รู้เรื่องจนถึงตอนรักษา ก็ไม่ถึงเดือนเท่าไหร่ดีค่ะ เพราะว่าเขาค่อนข้างที่จะไปที่อวัยวะที่ 1 รักษายาก 2 คุณพ่ออายุเยอะแล้ว (หลาย ๆ อย่างค่อนข้างเร็ว ?) เร็วค่ะ เร็ว แล้วก็ไม่ค่อยมีแนวทางการรักษาที่เป็นผลดีมากนัก ซึ่งระยะเวลานั้นเราก็พยายามเข้มแข็ง เราก็ต้องฮึบค่ะ เพราะนุ้ยก็รู้ว่าปะป๊าก็ไม่อยากให้เราเศร้า เสียใจ แน่นอนด้วยหน้าที่การงานของเราค่ะ คือเราก็บอกใครไม่ได้ ใช่ไหมคะ หน้าที่ของเราคือนำเสนอเรื่องราวให้ความสุข นั่นแหละค่ะ แล้วก็คิดว่าในใจนุ้ยก็มีความหวัง แล้วเราก็รู้สึกว่าเราดูแลคุณพ่อเต็มที่ในทุก ๆ ด้านค่ะ แม้ว่าเราจะรู้ว่าอีกใจหนึ่งเวลาอาจจะสั้นลง แต่ว่าช่วงระยะเวลาทั้งหมด เราทำเต็มที่มากๆ เราดูแลเต็มที่ พาไปเที่ยว พ่ออยากไปไหนไป อยากกินอะไรได้กิน ครบหมดทุกอย่าง แต่เราก็รู้สึกว่าเวลาก็ยังน้อยไปอยู่ดี”

นุ้ย สุจิรา เผยว่า “สิ่งที่ได้เรียนรู้คือเวลามากเท่าไหร่ก็ไม่พอ เพราะว่าจริงๆ นุ้ยเอง นุ้ยรู้สึกว่าเป็นคนไม่เคยรออะไรเลยค่ะ คือถ้าพ่อหรือคุณแม่อยากทำอะไร ก็พาไปเลยทันที คุณพ่ออยากไปอเมริกา เราก็จัดสรรเวลาไปเลย คุณพ่ออยากไปเที่ยวไหน อยากเห็นอะไร อยากทำอะไร เราเรียกได้ว่าเราสปอยล์พ่อกับแม่เต็มที่มากๆ เราก็เลยรู้สึกว่าเราเห็นคุณค่าของเวลา แล้วเราใช้ตรงนั้นเต็มที่ แต่อย่างที่บอกว่าคือมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ แล้วก็อยากจะต่อเวลาอีก แต่ก็ทำไม่ได้ จากจริง ๆ เป็นคนเสียดายเวลาอยู่แล้ว ก็เห็นคุณค่าของเวลาอยู่แล้ว เราก็รู้สึกว่าเราเห็นคุณค่าของเวลา แต่ว่าเรายังต้องเห็นคุณค่ากับความสุขของเราที่เรามีอยู่ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่หนักมากๆ หนักที่สุดในชีวิต ก็เลยรู้สึกว่าความทุกข์ที่เราเคยผ่านมาที่เราเรียกว่าความทุกข์ ไม่ได้ครึ่งของเรื่องนี้เลย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเราจะเกิดอะไรขึ้น นับตั้งแต่นี้ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปในใจเรา นุ้ยก็รู้สึกว่าเราจะมีความสุขง่ายขึ้น เราจะช่างมันกับเรื่องที่ทำให้เราเสียเวลามีความสุขกับครอบครัวกับคนที่เรารักได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะมีช่วงเวลานี้อีกนานแค่ไหน เราไม่อยากเสียเวลาที่เราจะทำให้มีความสุขอยู่กับครอบครัวหรือคนที่เรารักหรือคนที่เขาให้ความสำคัญกับเราค่ะ

ถ้าถามว่าช่วงเวลานึกถึงคุณพ่อ จะนึกถึงเรื่องอะไร คือจริง ๆ ปะป๊าเป็นคนที่ชอบขับรถไปรับไปส่ง ตั้งแต่นุ้ยจนหลาน ก็ไปรับไปส่งตลอด (น้ำตาคลอ) ก็จะคิดถึงทุกครั้งที่นึกถึง เพราะปะป๊าเป็นคนชอบไปกินของอร่อย เวลากินของอร่อยก็จะรู้สึกว่า อยากให้ปะป๊าได้กิน แต่ก็รู้แหละว่าเราก็ชวนเขากินแหละ แต่ว่าถ้าเขาอยู่กับเราตรงนี้แล้วเราได้จับมือเขาก็คงจะดี แต่ว่าถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร (ร้องไห้) เพราะว่าเราทำดีที่สุด เราดูแลเขา เราทำเต็มที่จริง ๆ เราไม่เสียดายกับคำว่า รู้อย่างนี้นะ ไม่มีคำนั้นเลย ไม่เคยเสียดายเวลาที่เราได้เป็นลูกปะป๊าเลย เพราะนุ้ยดูแลปะป๊าทุกอย่าง แต่ว่าแค่เสียดายเวลาในอนาคตที่ว่าเราไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว เราต้องคุยกันผ่านรูปภาพ คุยกันผ่านอากาศเท่านั้นเอง มันคือความคิดถึงที่มันก็ทรมานนะคะ เพราะว่าไม่มีเขาอยู่ตรงนี้แล้วจริง ๆ ซึ่งก่อนที่จะจากไปนุ้ยก็บอกว่าปะป๊าเก่งมาก ปะป๊าเป็นฮีโร่ของนุ้ยเสมอของลูกๆ หลานๆ เสมอ แล้วก็ทุกคนรักปะป๊า แต่ว่าถ้าร่างกายนี้มันไม่ไหวแล้ว ปะป๊าต้องปล่อยร่างกายนี้ไป แล้วก็อยากให้ปะป๊ามีความสุข แล้วก็ทิ้งโรคร้ายต่าง ๆ ไว้ในชาตินี้ ขอให้ต่อไปในอนาคตไม่ว่าจะชาติภพไหนก็ขอให้ปะป๊าแข็งแรง เพราะปะป๊าเป็นคนน่ารักเสมอ ใจเย็น เป็นคนที่ทุกคนรัก และทุกคนก็รักปะป๊าตลอดไป แล้วก็บอกปะป๊าว่า ไม่ว่าปะป๊าจะสู้ทางไหน นุ้ยก็จะสู้เคียงคู่กับปะป๊าค่ะ แล้วก็บีบมือ เขาก็บีบมือตอบกลับ ว่าป๊าไม่ได้อยู่คนเดียว ป๊าก็พกใจของนุ้ยไปด้วย”


ขอบคุณภาพ : nuisujiraa


