เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในอัตรา 12.5% ขณะที่มาเลเซีย กัมพูชา และอินโดนีเซีย ถูกเก็บในอัตรา 10% เกิดจากการเจรจาล่าช้าหรือไม่ว่า เรื่องนี้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง บอกว่า อยากให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งดำเนินการเจรจาในกรอบต่างๆ เพื่อลดภาระเรื่องนี้ เข้าใจว่า ไม่ได้ง่ายกับเจรจารายละเอียดในทุกเรื่อง แต่รัฐบาลก็ต้องเร่งเครื่องในเรื่องนี้ และทราบดีว่ารัฐบาลพยายามหาทางสรุปการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป หรือ FTA Thai-EU เพื่อเป็นทางเลือก และต้องพูดตรงๆ ว่า ผู้นำสหรัฐ กับนโยบายสหรัฐในปัจจุบัน คาดการณ์ได้ยากมากว่า จะใช้กฎหมายไหน เมื่อไหร่ ด้วยอัตราเท่าไหร่ ดังนั้นเมื่อเกิดขึ้นก็ต้องเร่งหาทางในการเจรจา แต่ต้องไม่ลืมว่า เมื่อไปเจรจาแล้วหากเขาเรียกร้องอะไรก็ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี เพราะจะมีสิ่งที่เราได้และสิ่งที่เราเสีย แต่ในภาพรวมตนอยากให้นโยบายด้านการต่างประเทศของไทยจับมือกับประเทศที่มีกำลัง และอยากให้ระเบียบโลกได้รับการเคารพจากทุกฝ่าย รวมถึงมหาอำนาจด้วย ซึ่งเรายังไม่เห็นบทบาทตรงนี้ที่ชัดเจนมากนัก
เมื่อถามถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน มีผลกระทบอะไรกับเรื่องนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ เพราะสหรัฐต้องการแสวงหากฎหมายที่ให้อำนาจกับเขาในการขึ้นภาษี เพราะแนวคิดเดิมของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ถูกปฏิเสธโดยศาล จึงต้องไล่หากฎหมายที่จะมีข้ออ้างต่างๆ ในการขึ้นภาษี ดังนั้น อย่าไปมองว่ามันเชื่อมโยงกับเรื่องของจีน.



