จากกรณีสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยเพิ่มอีก 12.5% จากอัตราภาษีนำเข้าปกติ (เอ็มเอฟเอ็น) ตามมาตรา 301 กฎหมายการค้าสหรัฐ โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือยูเอสทีอาร์ ให้เหตุผลว่า ไทยยังไม่มีและไม่บังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 69 ทดแทนการเก็บภาษี 10% ตามมาตรา 122 ที่สิ้นสุดลงว่า

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ระบุว่า การเก็บภาษีอัตรา 12.5% ในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปีนี้ อาจทำให้การส่งออกไทยไปตลาดสหรัฐ ลดลงถึง 4-6% เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีมาตรการภาษี หรือเหลือขยายตัวได้ 25.6-27.6% จากปี 68 ที่ขยายตัว 31.6% มูลค่า 72,212 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้การส่งออกไทยในภาพรวมของปีนี้ ลดลง 0.8-1.2% เหลือขยายตัว 6-7% จากเดิมที่คาด 8% โดยการส่งออกไทยไปสหรัฐมีสัดส่วนสูงถึง 21% ของการส่งออกไทยไปโลก

11 กลุ่มสินค้าเข้าข่ายเสียภาษีเพิ่ม 12.5%

สำหรับสินค้า 11 กลุ่มที่อยู่ในข่ายเสียภาษีนำเข้าเพิ่ม 12.5% ได้แก่ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า, กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์, กลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์, กลุ่มผลิตภัณฑ์ยาง, กลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติก, กลุ่มอาหารแปรรูป, กลุ่มอาหารทะเล, กลุ่มข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว, กลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, กลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของใช้ในบ้าน, กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ

“มูลค่าส่งออกของไทยไปสหรัฐที่หายไป มาจากการส่งออกสินค้าสำคัญ 11 กลุ่มที่อยู่ในข่ายเสียภาษีเพิ่มเติมอีก 12.5% จะหายไปมาก ซึ่งปี 68 สินค้ากลุ่มนี้มีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐ 58,870 ล้านดอลาร์ เมื่อประเมินการส่งออกเฉพาะช่วง 5 เดือนที่เหลือของปีนี้ (ก.ค.-ธ.ค.69) หากถูกเก็บภาษี 12.5% จะเหลือ 24,404 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 81.11% ของการส่งออกไทยไปสหรัฐช่วง 5 เดือนที่เหลือ”

กลุ่มสินค้ารอดได้ยกเว้นมาตรา 301

อย่างไรก็ตาม สหรัฐได้ยกเว้นการกำหนดสินค้าที่ได้รับการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม 12.5% ตามมาตรา 301 ไว้ด้วย เช่น สินค้าจำเป็นและวัตถุดิบบางรายการ, เครื่องบินพลเรือนและชิ้นส่วน, ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมยา ตลอดจนสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีรายอุตสาหกรรมตามมาตรา 232 เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดง รถยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ไม้ เซมิคอนดักเตอร์บางประเภท เป็นต้น
ทั้งนี้ มีสินค้าไทยที่ได้รับการยกเว้นด้วย ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าจำเป็นและวัตถุดิบ เช่น สินค้าเกษตร อาหาร พลังงาน แร่ธาตุ ปุ๋ย และเคมีภัณฑ์บางพิกัด

กลุ่มเครื่องบินพลเรือนและชิ้นส่วน เช่น เครื่องบินที่ไม่ใช่เครื่องบินทหาร เครื่องยนต์ ชิ้นส่วน อุปกรณ์ประกอบ และเครื่องจำลองการบิน, กลุ่มสินค้าในอุตสาหกรรมยา เช่น ยา วัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์สำหรับการผลิตยาตามพิกัดที่กำหนด, กลุ่มสินค้าที่ถูกเก็บเป็นรายอุตสาหกรรมตามมาตรา 232, ผลิตภัณฑ์ไม้บางประเภท, เซมิคอนดักเตอร์บางประเภท

“แต่สินค้าที่ได้รับการยกเว้นไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่มเติม 12.5% ยังคงต้องเสียภาษีนำเข้าปกติ รวมถึงยังต้องเสียภาษีตามมาตรา 232 ภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด/อุดหนุนการทุ่มตลาดอยู่เช่นเดิม ไม่ใช่ว่าจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าเลย”

เจาะมูลค่าส่งออกสินค้าไหนเสี่ยงหนักสูง

นอกจากนี้ยังมี สินค้าไทยเสี่ยงถูกเก็บภาษี 12.5% กระทบมูลค่าส่งออกกว่า 1 ล้านล้านบาท

จากข้อมูลการส่งออกปี 2568 ของไทยไปสหรัฐ สินค้าไทย 11 กลุ่มหลักที่อาจอยู่ภายใต้ภาษีมาตรา 301 มีมูลค่าส่งออกตลอดทั้งปีประมาณ 58,570 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อประเมินเฉพาะเดือนสิงหาคม–ธันวาคม 2569 รวม 5 เดือน คาดว่าจะมีมูลค่าส่งออกเสี่ยงที่ถูกเก็บภาษี 12.5% ประมาณ 24,404 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 829,742 ล้านบาท คิดเป็น 81.11% ของมูลค่าสินค้าไทยทั้งหมดที่คาดว่าจะส่งออกไปสหรัฐ ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยกลุ่มสินค้าเสี่ยงที่จะเจอภาษีมากสุดคือ อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ ตามด้วยเครื่องจักรและอุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์ยาง

หากประเมินสินค้าทุกประเภทที่ไทยส่งออกไปสหรัฐ ในช่วง 5 เดือนดังกล่าว จะมีมูลค่าความเสี่ยงขั้นต้นประมาณ 30,088 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.023 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด กรณีที่สหรัฐอยู่ระหว่างการไต่สวนตามมาตรา 301 กับคู่ค้า 16 ประเทศ รวมถึงไทย กรณีมีกำลังการผลิตส่วนเกิน ที่อาจนำไปสู่การเก็บภาษีเพิ่มเติมในอนาคต และอาจมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปสหรัฐ และการส่งออกในภาพรวมได้อีก

ชง 5 มาตรการเร่งด่วน กู้วิกฤติ


สำหรับข้อเสนอแนะสำหรับการผลักดันการส่งออกในช่วง 5 เดือน (ส.ค.-ธ.ค.) ที่เหลือของปีนี้
ได้แก่

1.จัดทำรายชื่อสินค้าและพิกัดที่ถูกเก็บภาษีและได้รับยกเว้นให้ชัดเจน เพื่อแจ้งให้ผู้ส่งออกได้รับทราบ

2.ตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของผู้ส่งออก 11 กลุ่มสินค้าหลัก

3.ออกหนังสือรับรองแหล่งที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า

4.เร่งเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เพื่อขอลดอัตราภาษีจาก 12.5%

5.จัดสินเชื่อและมาตรการรักษาสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบ