เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เผยผลการสำรวจสัตว์ทะเลหายากบริเวณเกาะลิบงและเกาะมุก จ.ตรัง พบสัตว์ทะเลหายากรวม 77 ตัว ประกอบด้วย พะยูน 16 ตัว เต่าตนุ 60 ตัว และโลมาหลังโหนก 1 ตัว โดยพบพะยูนแม่-ลูก 1 คู่ สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศหญ้าทะเลในพื้นที่

การสำรวจดังกล่าวดำเนินการระหว่างวันที่ 20-23 กรกฎาคม 2569 โดยศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง (ศวอล.) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ใช้อากาศยานไร้คนขับ (Multirotor UAV) ติดตามการแพร่กระจายของพะยูน ประเมินสุขภาพสัตว์ทะเลหายาก และสำรวจร่องรอยการกินหญ้าทะเล

ผลการสำรวจพบสัตว์ทะเลหายากกระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่รอบเกาะลิบง ได้แก่ อ่าวบ้านพร้าว อ่าวเสม็ด ปากคลองสะพานช้าง คลองหว้า และแหลมจูโหย โดยการประเมินสุขภาพจากระยะไกล พบว่าสัตว์ทุกชนิดมีพฤติกรรมเป็นปกติ ทั้งการกินหญ้าทะเล ว่ายน้ำ เดินทาง และพลิกตัว อีกทั้งไม่พบบาดแผลจากเครื่องมือประมงหรือขยะทะเล รวมถึงไม่พบพฤติกรรมผิดปกติแต่อย่างใด

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบร่องรอยการกินหญ้าทะเลของพะยูนในหลายพื้นที่ ได้แก่ แหลมโต๊ะชัย อ่าวบ้านพร้าว ปากคลองสะพานช้าง คลองหว้า แหลมจูโหย และแหลมพระม่วง ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่ง และความสำเร็จของการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่จังหวัดตรัง

อย่างไรก็ตาม แม้ผลการสำรวจครั้งนี้จะสะท้อนข่าวดีแต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงเฝ้าติดตามผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ภาวะโลกร้อน) อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ความรุนแรงของพายุ การกัดเซาะชายฝั่ง และคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลง ล้วนส่งผลต่อความสมบูรณ์ของ แหล่งหญ้าทะเล หากหญ้าทะเลเสื่อมโทรมหรือหายไป ย่อมกระทบต่อการดำรงชีวิต การสืบพันธุ์ และโอกาสรอดของพะยูนในระยะยาว

นอกจากนี้ พะยูนยังคงเผชิญความเสี่ยงจากเครื่องมือประมง การชนของเรือ และขยะทะเล โดยเฉพาะพลาสติก ซึ่งยังเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อสัตว์ทะเลหายากของไทย
ขอบคุณภาพจาก “ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง”



