เมื่อเวลา 06.45 น. วันที่ 28 ก.ค ที่ท้องสนามหลวง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการพบกันของ 2 น. กับ 1 พ. เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า จริงๆเรื่องนี้ไม่ต้องถามก็ได้
เมื่อถามย้ำว่า บรรยากาศการพูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นอย่างไรบ้าง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า บอกแล้วว่าพวกเราไม่มีอะไร เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ตนให้ข่าวไปแล้วว่า เรามีการพูดคุยกันทุกสัปดาห์ และตอนที่พบกันนายกฯก็ถ่ายรูป เป็นเรื่องปกติ ก็ดี จะได้ลดคำครหา ไม่เช่นนั้นสื่อก็ปั่นกันไปเรื่อย ตนไม่ทราบว่า ข่าวนี้มาจากไหน เป็นข่าวที่ปล่อยออกมาโดยหาตัวตนไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า การพบกันได้มีการพูดคุยเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ข่าวความขัดแย้งของทั้งสามคนหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่มี เราก็ประชุมกันทุกสัปดาห์ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้มีความจริงเลย เราคุยกันเป็นปกติทุกสัปดาห์
เมื่อถามว่า นายเนวินได้พูดถึงข่าวดังกล่าวอย่างไรบ้าง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นายเนวินไม่ได้สนใจข่าวพวกนี้เลย นายเนวินก็เป็นคนการเมือง เข้าใจดีว่า เรื่องของการที่จะมีผู้ไม่หวังดีมาสร้างความแตกแยกเป็นเรื่องปกติของคนที่ต้องการให้เกิดความแตกแยก เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไร
เมื่อถามอีกว่า อย่างนี้จะต้องไปพูดคุยกันบ่อยๆหรือไม่เพื่อไม่ให้เกิดข่าวแบบนี้ นายพิพัฒน์ กล่าวย้ำว่า เราพบกันทุกสัปดาห์อยู่แล้ว ในการที่จะเจอหน้ากัน แต่ถ้าทางโทรศัพท์เราคุยกันเกือบทุกวัน มีอะไรก็โทรศัพท์ไถ่ถามกัน
เมื่อถามว่า หลังจากเผยแพร่ภาพทั้งสามคน นางกรุณา ชิดชอบ ภรรยานายเนวิน ได้โพสต์ข้อความในลักษณะที่ว่า ดีก็คบ ทรยศก็ตัดทิ้ง มองว่า จะเชื่อมโยงกันหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ยังไม่เห็นโพสต์ดังกล่าวเลย ตนก็ไม่เข้าใจและยังไม่เห็นข้อความด้วยว่าเป็นอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถึงวันนี้พูดได้หรือไม่ว่า 2 น. กับ 1 พ. จะไม่มีวันแยกจากกัน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เราก็เป็นมาอย่างนี้อยู่แล้ว และเราไม่ใช่พึ่งคบกันเมื่อ 1-2 ปีนี้ น่าจะคบกันมาถึง 10-20 ปีแล้ว พวกเราก็คบหากันอย่างนี้ เรามาด้วยกัน เพราะฉะนั้น ก็ไม่ควรจะมีอะไรจะมาทำให้มันเกิดความไม่เข้าใจ มีอะไรก็ต้องคุยกันด้วยเหตุผลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ พวกเราต้องมีเหตุผลในการที่ต้องมาพูดคุยกัน



