เพื่อสนับสนุนงบประมาณในการดูแลบำรุงรักษา ซ่อมแซม และเปลี่ยนทดแทนกายอุปกรณ์ตามวงรอบการใช้งาน ตลอดจนให้การดูแลอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิตของกำลังพลผู้ได้รับบาดเจ็บ อันเป็นการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและขวัญกำลังใจแก่ผู้เสียสละเพื่อประเทศชาติ

การนี้กรมแพทย์ทหารบกสืบสานพระราชดำริ จัดพิธีรับพระราชทานอุปกรณ์เทียมแก่กำลังพล เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ห้องประชุมดุสิตธานี โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยมีคณะผู้บังคับบัญชา คณะแพทย์ พยาบาล ทีมสหวิชาชีพ คณะทำงานที่เกี่ยวข้อง และกำลังพลผู้รับพระราชทานกายอุปกรณ์เทียมเข้าร่วมพิธี ทั้งนี้กำลังพลที่ได้รับการพิจารณาเข้าร่วมโครงการกายอุปกรณ์เทียมพระราชทานมีจำนวน 20 ราย ซึ่งผ่านกระบวนการตรวจประเมินอย่างละเอียดโดยคณะกรรมการสหวิชาชีพของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านกายอุปกรณ์และอวัยวะจากบริษัท ออตโตบ๊อก เซาท์อีสต์ เอเชีย จำกัด ในการคัดเลือก ออกแบบ พิมพ์แบบเบ้า จัดทำกายอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและความจำเป็นในการใช้งานของแต่ละบุคคล อาทิ ขาเทียมพระราชทาน นิ้วเทียมพระราชทาน และแขนเทียมระบบไฟฟ้า รวมทั้งได้รับการฝึกหัดเดินและฝึกใช้งานกายอุปกรณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการดำรงชีวิตประจำวันและการกลับคืนสู่สังคม

ในพิธีพระราชทานกายอุปกรณ์เทียมครั้งนี้ มีกำลังพลที่ได้รับพระราชทานกายอุปกรณ์เทียม จำนวน 7 ราย ได้แก่ ร้อยโท เกียรติวงศ์ สถาวร สังกัดกองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 2 จ่าสิบเอกพิชิตชัย บุญชูหล้า สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 8 อาสาสมัครทหารพราน อนันต์ เชื้อดวงผุย สังกัดหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 23 พลทหารวีรทัศน์ สุขประเสริฐ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 4 จ่าสิบเอกธานี พาหา สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 16 สิบเอกธีรพล เพียขันที สังกัดหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 26 และ พลทหารอดิศร ป้อมกลาง สังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 23 สำหรับกำลังพลรายอื่น ๆ อยู่ระหว่างกระบวนการจัดทำและปรับแต่งกายอุปกรณ์ให้มีความเหมาะสมกับสภาพร่างกายและการใช้งานเฉพาะบุคคล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการฟื้นฟูสมรรถภาพ

สิบเอกธีรพล เพียขันที สังกัดหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 26 หนึ่งในผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่าถึงการทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติว่า “ผมเริ่มรับราชการทหารหลังจากเรียนจบ กศน.ชั้น ม.6 สมัครเป็นอาสาสมัครทหารพราน ประจำการในสามจังหวัดชายแดนใต้รุ่นแรก ทำหน้าที่ดูแล ช่วยเหลือชาวบ้านรักษาความสงบเรียบร้อยให้เป็นไปอย่างปกติสุข ทุกวันผมออกลาดตระเวนไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เจอชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ก็ทักทายกัน ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา เป็นแนวทางในการทำงานตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อให้บ้านเมืองสงบร่มเย็น แม้บางอย่างอาจไม่ใช่ภารกิจทหารผมก็ทำ ผมนำเงินส่วนตัวที่สะสมทีละนิดทีละน้อย มาซื้อเครื่องดื่มวันละ 5 ขวดแจกจ่ายชาวบ้าน เดินผ่านไร่ผ่านนาก็นำไปมอบให้คนเลี้ยงควาย บางคนไม่มีรถกลับบ้าน ผมขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งถึงที่หมาย หากมีข้าวสารอาหารแห้งก็นำไปแจกจ่ายให้แก่คนยากไร้ นานวันเข้ามีความผูกพันกับชาวบ้าน พอถึงคราวกำลังพลต้องโยกย้ายไปปฏิบัติภารกิจที่อื่นก็คิดถึงกันอยู่เสมอ

จากนั้นปี 2554 ย้ายมาประจำพื้นที่เหตุปะทะกันที่ปราสาทตาควาย บริเวณเนิน 350 ผลจากการปะทะ ผมโดนสะเก็ดระเบิดกระเด็นเข้าท้ายทอย แต่ก็รอดชีวิต ราวปี 2563-2564 ผมกลับไปประจำการที่ภาคใต้อีกครั้งได้บรรจุยศเป็นนายสิบ รับผิดชอบงานครูฝึกทหารพราน แล้วย้ายมาปฏิบัติหน้าที่บริเวณปราสาทตาเมือน จ.สุรินทร์ ทำงานด้านเอกสารควบคู่กับงานลาดตระเวนโดยไม่กลัวอันตราย จนกระทั่งเกิดเหตุเหยียบกับระเบิด ได้ยินเสียงตูม ตอนนั้นไม่คิดห่วงตัวเองเลย เราเป็นหัวหน้าชุดเดินนำทุกคน ก็หันไปมองแนวหลังที่มีนักเรียนนายร้อย จปร.เพิ่งจบใหม่ด้วยความเป็นห่วง พอรู้ว่าเขาปลอดภัยก็โล่งใจ ผ่านไปสักสามวินาทีถึงรู้ตัวว่าขาตัวเองขาดจากแรงระเบิด แต่ยังมีสติไม่ตกใจ ว.แจ้งเหตุรายงานแพทย์สนามว่าบาดเจ็บขาซ้ายขาด แล้วเรียกทหารที่อยู่ห่างจากเราไป 7 เมตรให้มาถ่ายภาพเหตุการณ์เพื่อประกอบการรักษา แพทย์สนามมาถึงก็มัดแผลห้ามเลือด พาผมไปโรงพยาบาลสุรินทร์”

ในระหว่างพักรักษาตัวได้ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่บอกกับสิบเอกธีรพลว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์เชิญแจกันดอกไม้และเครื่องอุปโภคบริโภคพระราชทานแก่กำลังพลที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งยังทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย ซึ่ง สิบเอกธีรพล กล่าวด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นว่า “ได้ยินอย่างนั้น นํ้าตาไหลเลย ไม่คิดว่าพระองค์จะทรงให้ความสำคัญทหารตัวเล็ก ๆ อย่างผม จากนั้นผมย้ายมารักษาตัวที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเป็นเวลาหลายเดือน ผมกับครอบครัวมีกำลังใจมากทุกวันที่ผ่านไป ผมเป็นคนไข้ที่ไม่ดื้อกับหมอ พยาบาล ซึ่งบุคลากรทุกคนรักษาผมกับกำลังพลคนอื่น ๆ อย่างเต็มที่ เพื่อกลับไปใช้ชีวิตตามปกติให้ได้ นึกถึงพระองค์ท่านตลอด หากมีโอกาสในชีวิตนี้อยากเข้าเฝ้าฯ สักครั้งเพื่อขอบพระคุณที่พระองค์ทรงมีพระเมตตา”

แม้ว่าวันนี้กำลังพลจะกลับไปใช้ชีวิตพร้อมกับกายอุปกรณ์ที่ได้รับพระราชทานแล้ว ทว่ากรมแพทย์ทหารบก โดยหน่วยสายแพทย์กองทัพบก ยังคงดำเนินการติดตาม ดูแลฟื้นฟูสมรรถภาพ และให้คำแนะนำภายหลังการใช้งานแก่กำลังพล ผู้ได้รับพระราชทานกายอุปกรณ์อย่างต่อเนื่อง ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญตามระยะการติดตามผล เพื่อให้กายอุปกรณ์สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของกำลังพลแต่ละนายอย่างยั่งยืน ยังความปลาบปลื้มและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงเห็นความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพของกำลังพลผู้ได้รับบาดเจ็บ ช่วยเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหว การประกอบกิจวัตรประจำวันและการกลับคืนสู่ครอบครัวและสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี อีกทั้งยังเป็นขวัญและกำลังใจแก่กำลังพลของกองทัพบก ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ราชการสนาม ในการปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนสืบไป

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า ทีมข่าวสตรี เดลินิวส์