ความขัดแย้งภายในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำลังกสุ่มเสี่ยงนำไปสู่ภาวะอัมพาตทางนโยบายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
แม้ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณบุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. จะนัดประชุมใหม่วันที่ 5 และ 6.ส.ค.นี้ แต่ก็มีแนวโน้มว่า อาจจะล่ม เหมืนเดิม
เมื่อ กรรมการ กสทช .ยังมีความเห็นต่าง ในเรื่ออง คุณสมบัติ ของ ประธาน กสทช. เมื่อฝั่งประธาน กสทช . ยืนยันว่า ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการ ผมก็ยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายต่อไป ขณะที่บอร์ด กสทช. 3 ราย ต้องการให้มีความชัดเจนในข้อกฎหมายก่อน หากตัดสินลงมติอะไร แล้วเป็นโฆฆะหรือผิดกฎหมาย ทั้งอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องจะได้รับผลกระทบหมด
นั่นหมายความว่า เป็นไปได้ ที่การจัดประชุมบอร์ดอีกครั้ง ก็จะเข้ารูปแบบเดิม 3 กสทช.จะ ปฏิเสธร่วมลงมติกับ ประธาน กสทช. ทางออกในเรื่องนี้ มีหรือไม่ และต้องเดินไปทางไหน?
ทาง นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ต้องรอวุฒิสภามีมติออกมาก่อน ตนเองไม่สามารถใช้ดุลยพินิจเรื่องนี้ได้ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมาย ซึ่งหากต้องดำเนินการตามกระบวนการที่นายกรัฐมนตรีระบุ ก็ต้องรอสภาฯ เปิดในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ก่อน
“นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา” อดีตกรรมการ กสทช. บอกว่า ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 วุฒิสภามีอำนาจหน้าที่เพียงแค่นำรายชื่อเข้าสู่การพิจารณาเห็นชอบในขั้นตอนการ “แต่งตั้ง” ตั้งแต่แรกเริ่มเท่านั้น แต่ไม่มีบทบัญญัติใดที่มอบอำนาจให้วุฒิสภาลงมติ “ถอดถอน” หรือลงมติเห็นชอบตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเมื่อกรรมการพ้นจากตำแหน่งในภายหลัง
“ในพ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯไม่มีส่วนบัญญัติให้วุฒิสภาลงมติเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งวุฒิฯหมดหน้าที่ตั้งแต่ตอนเลือกเข้ามาและไม่มีอำนาจถอดถอนดังนั้นหากรัฐบาลส่งเรื่องไปส.ว. ก็ต้องตั้งคำถามว่าส.ว. จะลงมติด้วยฐานอำนาจตามกฎหมายข้อใด“ อดีตกรรมการ กสทช. ระบุ
อย่างไรก็ตาม ทาง นพ.สรณยืนยันแล้วว่าจะใช้สิทธิในการฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อโต้แย้งมติคณะกรรมการสรรหาภายในกรอบเวลา 90 วันอดีตกรรมการกสทช. วิเคราะห์ว่ามติของคณะกรรมการสรรหาถือเป็น“คำสั่งทางปกครอง“ที่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วในปัจจุบันตราบใดที่ศาลปกครองยังไม่ได้มีคำสั่งไต่สวนฉุกเฉินเพื่อ “คุ้มครองชั่วคราว” หรือระงับการบังคับใช้มติดังกล่าวมติของคณะกรรมการสรรหาก็ยังมีผลผูกพันทางกฎหมายอยู่ส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ของประธานฯในระหว่างนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้มติบอร์ดกสทช. ทั้งหมดในอนาคตกลายเป็นโมฆะและถูกฟ้องร้องเพิกถอนในภายหลัง
ดังนั้น หากคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันในข้อกฎหมายของตนเองโดยไม่มีใครยอมถอย การประชุม กสทช. นัดถัดไปในวันที่ 5-6 สิงหาคมนี้ ก็มีแนวโน้มสูงที่จะประสบภาวะ “สภาล่ม” เช่นเดิม ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้การกำกับดูแลอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและดิจิทัลของประเทศต้องถูก แช่แข็ง หยุดชะงักลง
ปมความขัดแย้งที่ยืดเยื้อจนองค์กรเดินหน้าไม่ได้ ทางออกนั้น อดัต กสทช.มองว่า ผู้ที่จะหย่าศึกครั้งนี้ได้ คือนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาราชการตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (มาตรา 5) ซึ่ง นายกฯ คือ “กรรมการกลาง” ทางกฎหมายเพียงคนเดียวที่มีอำนาจส่งสัญญาณเบรกปัญหา แต่หากนายกฯ ยังคงวางตัวนิ่งเฉย ปล่อยให้กรรมการสองฝ่ายเปิดศึกใช้วิธีวอล์กเอาต์และตอบโต้กันไปมา ไม่เพียงแต่จะสะท้อนถึงความล้มเหลวในการบังคับใช้อำนาจตามกฎหมายของผู้รักษาราชการเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงทำให้องค์กรกำกับดูแลระดับชาติแห่งนี้ต้องตกอยู่ในภาวะอัมพาตและสูญเสียความน่าเชื่อถือด้วย
“หากบอร์ดทั้ง 7 ท่านมีความขัดแย้งเห็นไม่ตรงกัน ก็ควรถอยกันคนละก้าว ไม่เช่นนั้นจะกระทบภาคเอกชนที่รอคววามชัดเจนในการพิจารณาวาระต่างๆควรคลียร์ให้จบเพราะยิ่งล่าช้า ภาคธุรกิจและประชาชนจะเป็นผู้แบกรับความเสียหายมากที่สุด“ อดีต กสทช. กล่าว



