น.ส.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่  หรือ บีดีไอ เปิดเผยว่า หลังจาก ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊ก ดาต้า) พ.ศ. 2568–2570 ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เสนอนั้น ถือเป็นแผนยุทธศาสตร์ฯ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดสำคัญของประเทศ ทั้งปัญหาการจัดเก็บข้อมูลที่กระจัดกระจายในหลายหน่วยงาน การขาดบุคลากรด้านข้อมูลและ เอไอ การเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์ การใช้งานข้อมูลเชิงวิเคราะห์อย่างถูกต้องตามหลักความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จาก บิ๊กดาต้า และ เอไอ

“แผนยุทธศาสตร์ บิ๊ก ดาต้า ฉบับแรกของประเทศไทยนี้ กำหนดการตั้งเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มการใช้  บิ๊ก ดาค้า เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยข้อมูล และการส่งเสริมบริการและนวัตกรรมที่ประยุกต์ใช้ข้อมูลและ เอไอ โดยตั้งเป้าหมายหลักให้ภายในปี 70 มูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่เติบโตไม่น้อยกว่า 35% จากปีก่อน และยกระดับอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทยในด้านการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ให้อยู่ใน 25 อันดับแรกของโลก”

น.ส.ธีรณี กล่าวต่อว่า  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว แผนฉบับนี้ได้วาง 4 ยุทธศาสตร์สำคัญที่ บีดีไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยจะต้องเร่งขับเคลื่อน ได้แก่ 1.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ เช่นกัฟเวิร์นเมนต์ คลาวด์ , กัฟเวิร์นเมนต์ ดาต้า แคทตาล็อก  และ  เนชันแนล บิ๊ก ดาต้า แพลตฟอร์ม 2. ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ อาทิ สุขภาพ การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม การเกษตร และเศรษฐกิจการค้า 3. พัฒนาและประยุกต์ใช้ เอไอ เพื่อยกระดับบริการภาครัฐ ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุนการสร้างโมเดล เอไอ ภาษาไทยและคลังข้อมูลสำหรับการพัฒนา เอไอ และ 4. พัฒนากำลังคนและยกระดับทักษะด้าน บิ๊กดาต้า และ เอไอ โดยตั้งเป้าฝึกอบรมบุคลากรไม่น้อยกว่า 160,000 คน ภายในปี 70