จาก ‘ตลาดหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในโลก’ สำหรับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ในปี2568 และครึ่งแรกของปี2569 จากกระแส AI Memory Boom อย่างหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยักษ์ใหญ่ เช่น SK Hynix และ Samsung Electronics ทำให้ดัชนี KOSPI พุ่งขึ้นกว่า 116% ทำจุดสูงสุดประวัติศาสตร์ที่ 9,385 จุดในเดือนมิถุนายน 2569 ผ่านมา
บรรดานักลงทุนฝันหวานไปได้ไม่เท่าไหร่ ล่าสุด กลับต้องมาเจอกับฝันร้ายเพียงชั่วข้ามคืน จากในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ (มิถุนายน–กรกฎาคม 2569) ดัชนีก็ร่วงลงเกือบ 44% มูลค่าตลาดหายไปกว่า 864 ล้านล้านวอน หรือราว 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังเกิดการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) ทั้งตลาดต่อเนื่องกันด้วย
สาเหตุหลักของปัญหา
1.การเก็งกำไรด้วย Leverage สูงมาก นักลงทุนรายย่อย (โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่) และกองทุนใช้เงินกู้ Margin รวมถึงการซื้อ Single-Stock Leveraged ETFs (ETF ที่ทวีคูณผลตอบแทนหุ้นรายตัว เช่น 2X หรือ 3X) มากเกินไป
2.กลไกการบังคับขาย เมื่อราคาหุ้นเริ่มย่อตัว บัญชีที่มีการกู้เงินซื้อหุ้นเริ่มถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) เมื่อหาเงินสดมาเติมไม่ทัน ระบบจึงทำการ “บังคับขายตัดขาดทุน” โดยอัตโนมัติ
3.ลูกโซ่ Forced Sellc การบังคับขายยิ่งฉุดให้ราคาหุ้นร่วงลงไปอีก จนไปแตะระดับ Margin Call ของนักลงทุนกลุ่มถัดไป เกิดเป็นโดมิโนล้างพอร์ตมากกว่า 360,000 บัญชี และมีการบังคับขายสูงถึง 2.3 ล้านล้านวอนในช่วงเวลาสั้นๆ
มาตรการแก้ไขและสั่งการจากภาครัฐ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ร้อนถึง ประธานาธิบดีและองค์กรกำกับดูแลการเงินเกาหลีใต้ (FSC) ต้องยื่นมือเข้าแทรกแซงและออกกฎระเบียบใหม่ทันที
สั่งระงับ Single-Stock Leveraged ETFs: ห้ามการเปิดตัวกองทุน ETF เลเวอเรจหุ้นรายตัวตัวใหม่ในตลาด
ปรับเพิ่มเกณฑ์ Margin Call: ปรับเพิ่มเงินวางประกันขั้นต่ำสำหรับการเทรดเลเวอเรจ จาก 10 ล้านวอน ขึ้นเป็น 30 ล้านวอน และต้องใช้เงินสดเท่านั้น
ควบคุมตราสาร CFDStrictly: ปรับปรุงกฎระเบียบของ CFD ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบชื่อผู้ถือครองที่แท้จริงได้ เพื่อป้องกันการนำมาใช้เป็นเครื่องมือปั่นหุ้น
ในเรื่องนี้ “นายพิริยพล คงวาณิช” นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่ายวิเคราะห์ บล.บัวหลวง มองว่า การเทขายออกมาอย่างรุนแรงแบบในเกาหลีใต้ ยังไม่น่าจะเกิดกับตลาดหุ้นในประเทศไทย เนื่องจากหุ้นไทยไม่ได้มีการกระจุกตัวมากนัก หากเทียบกับในเกาหลีใต้ที่กระจุกอยู่ในหุ้น 2 ตัวหลัก คือ SK Hynix และ Samsung Electronics ซึ่งถือว่าเป็นหุ้นเทคโนโลยีที่มีสัดส่วนสูงมาก 55-60% ของหุ้นทั้งหมด แม้ตลาดหุ้นในประเทศไทยปัจจุบันจะถูกขับเคลื่อนด้วย “เดลต้า” แต่ยังมีสัดส่วนเพียง 20% ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานสัดส่วน 20% และกลุ่มธนาคาร 15% ขณะเดียวกันไทยยังไม่มีกองทุนETF ที่ทวีคูณผลตอบแทนหุ้นรายตัว2X หรือ 3X มากขนาดนั้นด้วย



