เสียงรถที่วิ่งไม่ขาดสาย เสียงก่อสร้าง หรือเสียงรบกวนรอบตัว เป็นสิ่งที่คนเมืองต้องเผชิญทุกวัน หลายคนอาจคิดว่าเสียงเหล่านี้สร้างเพียงความรำคาญหรือทำให้นอนหลับไม่สนิท แต่ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่า มลพิษทางเสียงส่งผลต่อสุขภาพในหลายด้าน ประกอบกับงานวิจัยจากเดนมาร์กที่พบว่า ผู้ที่ต้องอยู่กับเสียงจากการจราจรเป็นเวลานาน มีความเสี่ยงเกิดโรคพาร์กินสันเพิ่มขึ้น
เสียงดังกับโรคพาร์กินสัน
เดอะการ์เดียน สหราชอาณาจักร เผยงานวิจัยที่ติดตามประชากรชาวเดนมาร์กกว่า 3 ล้านคน เป็นเวลานานกว่า 18 ปี เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเสียงจากการจราจรกับโรคพาร์กินสัน ผลพบว่า ทุกครั้งที่ระดับเสียงเพิ่มขึ้น 11.5 เดซิเบล ความเสี่ยงในการเกิดโรคจะเพิ่มขึ้นประมาณ 3% แม้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่แนวโน้มดังกล่าวพบอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาที่ติดตาม
นักวิจัยระบุว่า ผลลัพธ์ครั้งนี้สอดคล้องกับงานศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้า ที่พบว่าการได้รับเสียงรบกวนต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อระบบประสาทและสุขภาพในระยะยาว แม้จะยังต้องศึกษากลไกที่ทำให้เกิดผลกระทบอย่างละเอียดต่อไป
กระทบสุขภาพกว่าที่คิด
ข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมยุโรป (European Environment Agency: EEA) ระบุว่า ประชาชนมากกว่า 110 ล้านคนในยุโรป ต้องเผชิญมลพิษทางเสียงในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เสียงดังที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทำให้ร่างกายเกิดความเครียด รบกวนการนอนหลับ และเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรราว 6.6 หมื่นคนต่อปี รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และภาวะซึมเศร้า โดย EEA ประเมินว่า ผลกระทบจากมลพิษทางเสียงรุนแรงกว่าการได้รับควันบุหรี่มือสอง
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศยังให้ความสำคัญกับปัญหานี้ดังกล่าวไม่มากนัก รายงานของคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งรัฐสภาสหราชอาณาจักร เมื่อปี 2566 ระบุว่า มลพิษทางเสียงยังเป็นมลพิษที่ถูกละเลย ทั้งในด้านการศึกษาผลกระทบและการออกมาตรการควบคุม ส่วนสหรัฐอเมริกา แม้มีกฎหมายควบคุมเสียงมาตั้งแต่ปี 2515 แต่ประชาชนจำนวนมากยังคงได้รับเสียงดังเกินระดับที่ปลอดภัย
อีกทั้งยังพบว่ามลพิษทางเสียงส่งผลกระทบไปยังแต่ละคนไม่เท่ากัน โดยผู้ที่มีภาวะความแตกต่างด้านระบบประสาท หรือกลุ่มนิวโรไดเวอร์เจนต์ มักไวต่อเสียงรบกวนมากกว่าคนทั่วไป ขณะที่ผลการศึกษาของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2560 พบว่า ชุมชนที่มีประชากรรายได้น้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยมักอยู่ในพื้นที่ที่มีระดับเสียงสูงกว่า อีกทั้งผู้มีรายได้สูงยังมีโอกาสปรับปรุงบ้านให้ป้องกันเสียงรบกวนได้ดีกว่า
เริ่มแก้ที่ต้นทาง
ต้นกำเนิดของมลพิษทางเสียงมีอยู่รอบตัว นอกจากเสียงรถบนท้องถนนแล้ว อุปกรณ์ในชีวิตประจำวันอย่างเครื่องเป่ามืออัตโนมัติ เครื่องเป่าใบไม้ รวมถึงร้านอาหารและคาเฟ่ที่ออกแบบให้เสียงสะท้อนภายในร้าน ล้วนทำให้คนต้องเผชิญระดับเสียงที่สูงขึ้น
หลายประเทศเริ่มเดินหน้าลดปัญหาจากต้นทาง เช่น จีนติดตั้งกำแพงกันเสียง ปรับปรุงพื้นผิวถนนให้ช่วยลดเสียงจากยานพาหนะ และเพิ่มการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ข้อมูลของทางการจีนระบุว่า ระดับมลพิษทางเสียงในหลายเมืองลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ซึ่งนักวิจัยมองว่า การออกแบบถนนและโครงสร้างพื้นฐานให้ลดเสียง การใช้วัสดุดูดซับเสียง และการกำหนดความเร็วของรถยนต์ให้เหมาะสม เป็นแนวทางที่ช่วยลดปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการแก้ไขที่ปลายเหตุ เช่น การติดฉนวนกันเสียงในอาคารหรือการสวมหูฟังตัดเสียง
นอกจากนี้ มลพิษทางเสียงยังส่งผลต่อสัตว์ป่าและระบบนิเวศ สัตว์หลายชนิด รวมถึงพืชน้ำบางประเภท มีความไวต่อเสียงผิดปกติ เสียงจากการจราจรยังกลบเสียงธรรมชาติที่สัตว์ใช้สื่อสาร หาอาหาร หรือหลีกเลี่ยงศัตรู การลดมลพิษทางเสียงจึงเป็นอีกปัจจัยของการพัฒนาเมืองที่น่าอยู่ เพราะช่วยดูแลทั้งสุขภาพของผู้คนและรักษาสมดุลของระบบนิเวศไปพร้อมกัน


