นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบการตั้ง 5 คณะทำงานเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
เปิด 3 เป้าหมายใหญ่
ภาครัฐตั้งเป้าหมายเร่งด่วน 3 ด้าน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2572 ดังนี้
- ดัน GDP โตเกิน 3% : ผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้เติบโตมากกว่า 3% อย่างต่อเนื่อง
- ติด TOP 20 โลก : ยกระดับอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก (จากปัจจุบันอยู่อันดับที่ 26)
- เพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมเป็น 30% ของ GDP : ขยับสัดส่วนการลงทุนรวมทั้งภาครัฐและเอกชนขึ้นเป็น 30% ต่อ GDP (จากปัจจุบันอยู่ที่ 22-23%)
ตั้ง 5 คณะทำงาน
ที่ประชุมได้เห็นชอบจัดตั้ง 5 คณะทำงาน โดยมีผู้นำหน่วยงานหลักเป็นประธาน เพื่อผลักดันเป้าหมายให้สำเร็จ
- ชุดที่ 1 : ศูนย์กลางการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมและการลงทุน
เลขาฯ บีโอไอ เป็นประธาน
- มุ่งสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง สนับสนุนสินค้า Made in Thailand
- เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
- ผลักดันระบบ Thailand Fast Pass ลดขั้นตอนการอนุมัติการลงทุน พร้อมยกระดับทักษะแรงงานและโครงสร้างพื้นฐาน
- ชุดที่ 2 : ศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล
เลขาฯ สภาพัฒน์ เป็นประธาน
- เร่งดึงดูดการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI, เซมิคอนดักเตอร์ และชิป
- สร้างระบบนิเวศดิจิทัล และส่งเสริมการนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริงในทุกภาคส่วนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity)
- ชุดที่ 3 : ยุทธศาสตร์มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว
นายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน
- เร่งพัฒนาพลังงานสะอาด โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
- บริหารจัดการวงจรชีวิตแบตเตอรี่ และพัฒนาระบบตลาดคาร์บอน (Carbon Market) กลไกการซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเงินสีเขียว (Green Finance)
- ชุดที่ 4 : ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางทางการเงิน
ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน
- พัฒนานวัตกรรมทางการเงิน ครอบคลุมระบบธนาคาร ตลาดทุน การประกันภัย และการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management)
- เพิ่มบทบาทตลาดทุนในการระดมทุนให้ธุรกิจนวัตกรรม/สตาร์ทอัป ให้ก้าวขึ้นเป็น National Champions ที่แข่งขันได้ในระดับสากล
- ชุดที่ 5 : ศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน
- สร้าง Medical Hub ครบวงจร ตั้งแต่การรักษาพยาบาล การวิจัย ยาแนวใหม่ และเครื่องมือแพทย์
- เชื่อมโยงอุตสาหกรรมสุขภาพในประเทศเข้ากับห่วงโซ่อุปทานการแพทย์ระดับโลก
อัดเครื่องมือกระตุ้น
สำหรับเครื่องมือกระตุ้นและแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ขับเคลื่อน จะมีการพิจารณาใช้อย่างหลากหลายและยืดหยุ่น ได้แก่
- มาตรการทางภาษี สิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจนักลงทุน
- การลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP)
- การระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund)
- เครื่องมือในตลาดทุนประเภทต่างๆ
“ภาครัฐและเอกชนจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนภายใน 6 เดือนข้างหน้า และจะมีการนัดประชุมติดตามความคืบหน้าอีกครั้งในเดือนสิงหาคมนี้”



