สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเซวตา ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ว่า การหลั่งไหลของผู้อพยพเข้าสู่เมืองเซวตา ดินแดนของสเปนในแอฟริกาเหนือ ยุติลงแล้ว หลังมีผู้อพยพราว 50,000 คน พยายามข้ามพรมแดนทั้งทางบกและทางทะเล ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 67 ราย ขณะที่มากกว่า 48,000 คน เดินทางกลับโมร็อกโกภายใน 48 ชั่วโมง


ขณะที่ตำรวจและทหารสเปนยังคงลาดตระเวนบริเวณชายหาดตาราฆัล ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางสำคัญที่ใช้ข้ามแดน โดยเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทัหษ์ชายแดนเริ่มติดตั้งแนวกั้นลอยน้ำความยาว 500 เมตร บริเวณแนวกันคลื่นใกล้ชายแดนโมร็อกโก เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนเพิ่มเติม ซึ่งแนวกั้นจะลอยเหนือผิวน้ำราว 30-70 เซนติเมตร และจมลงใต้น้ำได้ประมาณ 1 เมตร


ข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยสเปนระบุว่า ผู้เสียชีวิตบางรายจมน้ำ ขณะที่บางรายถูกเหยียบหรือเบียดจนเสียชีวิตระหว่างพยายามปีนแนวกันคลื่นและรั้วชายแดน ขณะเดียวกัน รัฐบาลสเปนยังประณามว่า เครือข่ายค้ามนุษย์ฉวยโอกาสจากความเปราะบางของผู้อพยพ และเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับคำตัดสินของศาลฎีกาสเปน


นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ผู้นำสเปน ยืนยันว่ าสามารถควบคุมสถานการณ์ส่วนใหญ่ได้ภายใน 24 ชั่วโมง แต่จะคงกำลังตำรวจและทหารเพิ่มเติมไว้จนกว่าวิกฤติจะสิ้นสุด พร้อมย้ำว่า โมร็อกโกเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ และไม่มีข้อมูลข่าวกรองบ่งชี้ล่วงหน้าว่าจะเกิดการหลั่งไหลครั้งใหญ่


อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความแตกแยกภายในสหภาพยุโรป ( อียู ) โดยรัฐบาลของสมาชิก 22 จาก 27 ประเทศ เรียกร้องให้จัดประชุมฉุกเฉินระดับรัฐมนตรีมหาดไทย เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเสนอให้อียูเพิ่มการสนับสนุนสำนักงานรักษาชายแดนและชายฝั่งยุโรป หรือฟรอนเท็กซ์ และทบทวนความร่วมมือกับโมร็อกโก


ด้านซานเชซวิจารณ์ประเทศที่เสนอให้ระงับสเปนออกจากความตกลงเขตเชงเกน หลังอิตาลีประกาศระงับข้อตกลงเชงเกนกับสเปนเป็นเวลา 1 เดือน และยืนยันว่า ผู้อพยพซึ่งเดินทางเข้าสู่เมืองเซวตาอย่างผิดกฎหมายไม่สามารถเดินทางต่อไปยังแผ่นดินใหญ่ของสเปน หรือประเทศอื่นในเขตเชงเกนได้.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS