เมื่อวันที่ 2 ส.ค. สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนก.ค. 69” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,029 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 27-31 ก.ค. พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนกรกฎาคม เฉลี่ย 3.71 คะแนน เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.69 ที่ได้ 3.69 คะแนน

ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้านและความมั่นคงของประเทศ มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน 4.20 คะแนน ตัวชี้วัด ที่ได้คะแนนต่ำสุดคือ การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.01 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 37.71 รองลงมาคือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ร้อยละ 28.74 ด้านฝ่ายค้านคือ น.ส.รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 33.70 รองลงมาคือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 25.91 กระทรวงที่ประชาชนคาดหวังการทำงานมากที่สุด คือ กระทรวงการคลัง ร้อยละ 18.97 รองลงมาคือ กระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 16.16

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือน ก.ค. เพิ่มขึ้น 0.02 คะแนน อาจเป็นผลจากมาตรการช่วยเหลือประชาชนและการยอมปรับท่าทีของรัฐบาลในบางประเด็นซึ่งช่วยประคองความเชื่อมั่นไว้ได้ แต่คะแนนด้านกระบวนการยุติธรรม การทุจริตคอร์รัปชัน และการแก้ปัญหายาเสพติดยังลดลง สะท้อนว่าประชาชนยังคาดหวังทั้งการแก้ปัญหาปากท้องและการยกระดับธรรมาภิบาลไปพร้อมกัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรศักดิ์ มั่นศิลป์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า จากผลโพลดัชนีการเมืองไทยเดือน ก.ค. ผลงานของฝ่ายค้านและความมั่นคงของประเทศ ได้คะแนนอยู่ในระดับสูงสุดทั้งคู่ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อการทำงานของฝ่ายค้าน รวมทั้งความพึงพอใจในเรื่องการดูแลความมั่นคงซึ่งอาจเป็นผลมาจากความจริงจังและทันท่วงทีในการแก้ไขสถานการณ์ความไม่สงบทางภาคใต้ของกองทัพ นายอนุทินน่าจะทำงานเข้าถึงประชาชนได้อย่างเด่นชัดจนเป็นนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่ประชาชนมองว่ามีบทบาทโดดเด่นที่สุด ส่วนนักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดคือ น.ส.รักชนก ศรีนอก คงมาจากผลงานการตรวจสอบ การทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ส่วนกระทรวงที่ประชาชนคาดหวังการทำงานมากที่สุดคือกระทรวงการคลัง ลำดับรองลงมาคือกระทรวงพาณิชย์ แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสนใจในเรื่องเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของตัวเองและมีความคาดหวังให้รัฐบาลสรรหาโครงการดีๆ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัสมาช่วยเหลือในเรื่องเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนต่อไป