น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) เปิดเผยว่า  ปณท ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 144 พร้อมเปลี่ยนผ่านองค์กรจากผู้ส่งพัสดุ สู่ผู้ให้บริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ หรือ ไลฟ์สไตล์  โลจิสติกส์ แบรนด์ ที่เชื่อมโยงผู้คน ธุรกิจ ชุมชน และภาครัฐ ผ่านเครือข่ายไปรษณีย์ เพื่อสร้างการเติบโตได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ ด้วยเครือข่ายบริการกว่า 50,000 จุด ทั่วประเทศ 

โดยกระทรวงดีอี พร้อมผลักดันให้ ปณท ทำหน้าที่เป็นพันธมิตรหลักของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนระดับประเทศ นำร่องสนับสนุนภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการส่งเสริมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยสู่ตลาด ผ่านศักยภาพของเครือข่ายและแพลตฟอร์ม ไทยแลนด์โพสต์มาร์ท  สร้างโอกาสใหม่ให้สินค้าตัวท็อปทั่วไทย สินค้า  เมด อิน ไทยแลนด์ และผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีทั่วประเทศ

“ปณท”จะมุ่ง แข่งที่คุณภาพและความเชื่อมั่น เป็นหลัก โดยไม่ลงไปเล่นในสงครามราคา ล่าสุดผลสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าสูงถึง 99% สะท้อนถึงความไว้วางใจของประชาชน ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี อยู่ระหว่างการผลักดันร่างกฎหมายไปรษณีย์ใหม่ , เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม , เอไอ เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. และสภาฯ เพื่อสร้างกลไกคุ้มครองผู้บริโภคให้ชัดเจนยิ่งขึ้น”

นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังเร่งแก้ปัญหาการถูกผูกขาดจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติ ที่มักใช้นโยบายมัดมือชกสุ่มเลือกบริษัทขนส่งให้ผู้ซื้อ โดยเร่งเจรจาขอความร่วมมือและดันข้อกฎหมายเพื่อสร้างความเท่าเทียม ให้ลูกค้า มีสิทธิในการเลือกบริษัทขนส่ง ให้แก่ผู้บริโภคเอง ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนส่งไทยที่มีคุณภาพได้แข่งขันในตลาดอย่างเป็นธรรม และช่วยหนุนการกระจายสินค้าชุมชนทั่วประเทศได้อย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี AI และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กำลังเปลี่ยนโจทย์การเติบโตขององค์กร จากการแข่งขันด้วยประสิทธิภาพและขนาดธุรกิจ ไปสู่การสร้างคุณค่าที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ และการพัฒนาความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจรูปแบบใหม่

ในปีนี้ ไปรษณีย์ไทยพร้อมเดินหน้ายกระดับทิศทางองค์กร ภายใต้แนวคิด POSTsible Next ซึ่งขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 4 แนวทางสำคัญ คือ POSTsible Productivity การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการใช้ศักยภาพของเครือข่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด POSTsible People การสร้างโอกาสและยกระดับการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ POSTsible Planet การดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม และ POSTsible Positive Impact การต่อยอดศักยภาพขององค์กรเพื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

“POSTsible Next ไม่ใช่เพียงแนวคิดในการพัฒนาองค์กร แต่เป็นกรอบการสร้างการเติบโตในระยะยาว ที่ต่อยอดจากบทบาทของไปรษณีย์ไทยในฐานะ Companionship Navigator ซึ่งมุ่งอยู่เคียงข้างผู้ใช้บริการในทุกช่วงของชีวิตและการดำเนินธุรกิจ ผ่านเครือข่ายที่เข้าถึงทุกชุมชนทั่วประเทศ ตั้งแต่การส่งสิ่งของ การเชื่อมโยงผู้ประกอบการสู่ตลาด การอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการภาครัฐ ไปจนถึงการพัฒนาบริการและโซลูชันใหม่ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตในยุคดิจิทัล โดยใช้ศักยภาพของเครือข่าย บุคลากร ข้อมูล และความร่วมมือกับพันธมิตร มาสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ผู้ใช้บริการ ผู้ประกอบการ และสังคม พร้อมยกระดับศักยภาพขององค์กรให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและความต้องการของผู้ใช้บริการให้เติบโตไปรฯ ด้วยกันในอนาคต”

นาย ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  ปณท  กล่าวว่า  ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้ใช้บริการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงกำหนดกลยุทธ์  รีเรชั่นชิฟ เพื่อปรับรูปแบบการสร้างการเติบโตขององค์กร จากการขับเคลื่อนด้วยปริมาณการขนส่ง สู่การสร้างคุณค่าจากข้อมูล ความเข้าใจผู้ใช้บริการ และความร่วมมือกับพันธมิตร โดยนำระบบ ซีอาร์เอ็ม ข้อมูล มาต่อยอดเป็นบริการโซลูชันใหม่ และโมเดลธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการได้อย่างแม่นยำ 

“ได้กำหนดแผนขับเคลื่อนองค์กรในช่วงปี 69–70 ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การยกระดับศักยภาพองค์กรด้วยข้อมูล เทคโนโลยี เอไอ และระบบการดำเนินงาน  การต่อยอดข้อมูลและความเข้าใจผู้ใช้บริการ เพื่อพัฒนาบริการและสร้างการเติบโตร่วมกับลูกค้า ผู้ประกอบการ และพันธมิตร และ การยกระดับเครือข่ายและความเชื่อมั่น สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสังคมที่เชื่อมโยงประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน” 

สำหรับ  ปี 68 มีรายได้รวม 22,172.57 ล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 69 มีรายได้รวม 11,368.25 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 51.33% รองลงมาคือบริการไปรษณียภัณฑ์ 34.92% และบริการระหว่างประเทศ 7.86%  ทั้งนี้ บริการส่งด่วน อีเอ็มเอส ซึ่งครบรอบ 40 ปีในปีนี้ ยังคงเป็นบริการหลักขององค์กร โดยปี 68 มีรายได้ 9,570.82 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรกของปี 69 ทำรายได้เติบโตขึ้น 2.98% และปริมาณชิ้นงานเพิ่มขึ้น 1.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการและการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ โดยคาดว่ารายได้ อีเอ็มเอ็มตลอดปี 69 จะยังสูงกว่า 1 หมื่นล้านบาท