เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569 โดยเดินหน้าผลักดันยุทธศาสตร์เชิงรุกที่เน้นการนำงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาเพิ่มมูลค่าทรัพยากรทางทะเล ทั้งด้านการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พร้อมย้ำจุดยืนในการบริหารจัดการที่ต้องสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการส่งเสริมการทำประมงเชิงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีวาระสำคัญ อาทิ การเห็นชอบขยายเวลาผ่อนชำระหนี้ในโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง จากเดิม 7 ปี เป็น 10 ปี ซึ่งจะช่วยลดภาระค่างวดต่อเดือนและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้ครัวเรือนชาวประมงทันที ควบคู่ไปกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์นำเรือประมงออกนอกระบบในระยะที่ 3 ให้มีความเป็นธรรมและรัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อเร่งเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) ในอดีต ให้สามารถนำเงินชดเชยไปตั้งหลักหรือปรับเปลี่ยนอาชีพได้อย่างเหมาะสม

สำหรับการจัดการทรัพยากรทางทะเลเพื่อสร้างรายได้ระยะยาว ที่ประชุมได้ผ่านร่างประกาศคุ้มครอง “ปูม้าวัยอ่อน” โดยกำหนดขนาดและปริมาณที่ห้ามจับหรือนำขึ้นเรือ เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกปูม้าได้เติบโตเต็มวัย ซึ่งจะส่งผลดีให้ชาวประมงจับสัตว์น้ำได้ขนาดใหญ่ขึ้นและขายได้ราคาสูงขึ้น เปลี่ยนจากการสูญเสียทรัพยากรเป็นการสร้างรายได้ที่คุ้มค่า 

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคณะอนุกรรมการและทีมนักวิชาการลงพื้นที่ศึกษาวิจัยผลกระทบของการใช้อวนล้อมจับกลางคืนที่มีช่องตาอวนเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตร อย่างเป็นระบบ โดยจะนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาใช้กำหนดกฎเกณฑ์ที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อลดความขัดแย้งและรักษาความสมดุลของทรัพยากร และมีการยกระดับมาตรการตัดวงจรการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการเดินหน้า 7 มาตรการหลักใน 21 จังหวัด 204 แหล่งน้ำ ทั้งการเร่งกำจัด การปล่อยปลาผู้ล่า และการนำงานวิจัยมาฟื้นฟูแหล่งน้ำ เพื่อปกป้องบ่อเลี้ยงกุ้งและปลาของเกษตรกรไม่ให้ได้รับความเสียหาย 

พร้อมกันนี้ ยังมีการตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่รวม 12 ราย ที่ครอบคลุมตัวแทนจากชาวประมงทุกกลุ่มและนักวิชาการสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ขับเคลื่อนนโยบายสะท้อนเสียงจากผู้ปฏิบัติงาน ยกระดับสินค้าประมงไทย และสร้างคุณภาพชีวิตที่มั่นคงให้กับพี่น้องชาวประมงในระยะยาว