ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างรวดเร็ว รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทำให้องค์กรต้องเร่งปรับตัวและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ สิ่งที่ท้าทายไม่แพ้กันคือ “คน” ที่ต้องเรียนรู้ทักษะใหม่อยู่ตลอดเวลา และเผชิญกับความคาดหวังที่สูงขึ้นกว่าเดิม ส่งผลต่อสุขภาพจิต ภาวะหมดไฟ (Burnout) และความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานที่กลายเป็นความท้าทายขององค์กรทั่วโลก
ในขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานในปัจจุบันประกอบด้วยบุคลากรหลายเจเนอเรชันที่มีมุมมองต่อการทำงานแตกต่างกันอย่างชัดเจน คนรุ่นใหม่มองหาโอกาสในการเรียนรู้ ความยืดหยุ่น และความหมายของงาน ขณะที่พนักงานที่มีประสบการณ์ให้ความสำคัญกับความมั่นคง การเติบโตในสายอาชีพ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว เมื่อความต้องการของคนทำงานมีความหลากหลายมากขึ้น วิธีคิดในการบริหารทรัพยากรบุคคลจึงต้องเปลี่ยนตามไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ “Well-being” จึงไม่ได้หมายถึงเพียงสวัสดิการหรือกิจกรรมสร้างความสุขในที่ทำงานอีกต่อไป แต่กลายเป็นแนวคิดในการออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานที่ช่วยให้ผู้คนสามารถทำงานได้อย่างมีพลัง มีสุขภาพกายและใจที่ดี มีโอกาสเติบโต และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสามารถในการดูแลและพัฒนาศักยภาพของบุคลากร คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ
สำหรับองค์กรอย่างกลุ่มบริษัทบางกอกกล๊าส (BG) ความท้าทายยิ่งซับซ้อนขึ้น เนื่องจากมีบุคลากรหลากหลายบทบาท ตั้งแต่พนักงานสายการผลิต วิศวกร นักวิจัย ฝ่ายขาย ไปจนถึงพนักงานสำนักงาน ซึ่งแต่ละกลุ่มมีลักษณะการทำงานและความต้องการที่แตกต่างกัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าองค์กรควรเพิ่มสวัสดิการอะไร แต่คือจะออกแบบระบบการดูแลบุคลากรอย่างไร เพื่อให้ทุกคนสามารถเติบโตได้ตามศักยภาพของตนเอง แม้จะอยู่ในบริบทการทำงานที่แตกต่างกันก็ตาม
Well-being ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการลงทุนระยะยาว
ในอดีต Well-being มักถูกมองว่าเป็นกิจกรรมเสริมหรือสวัสดิการที่ช่วยสร้างความสุขในการทำงาน แต่ปัจจุบัน หลายองค์กรเริ่มมองเรื่องนี้ในฐานะ “การลงทุน” เพราะคุณภาพชีวิตของพนักงานส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงาน ความคิดสร้างสรรค์ ความผูกพันต่อองค์กร และความสามารถในการดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
จากแนวคิดดังกล่าว BG จึงออกแบบการดูแลบุคลากรผ่านกรอบแนวคิด 4 มิติ ได้แก่ Mind, Body, Financial และ Together โดยมองว่าความเป็นอยู่ที่ดีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสุขภาพกาย แต่ครอบคลุมถึงสุขภาพจิต ความมั่นคงในการดำเนินชีวิต และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้คน ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเสริมศักยภาพในการทำงานของบุคลากรในระยะยาว
ในมิติ Mind บริษัทให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพใจ ผ่านบริการให้คำปรึกษาและกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิต เพื่อให้พนักงานสามารถเข้าถึงการสนับสนุนได้อย่างเหมาะสม ขณะที่มิติ Bodyมุ่งส่งเสริมการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสุขภาพประจำปี รวมถึงกิจกรรมสร้างแรงจูงใจให้พนักงานใส่ใจในสุขภาพชีวิตประจำวัน
สำหรับมิติ Financial บริษัทสนับสนุนความมั่นคงทางการเงินผ่านสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย พร้อมส่งเสริมการวางแผนทางการเงินเพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว ส่วนมิติ Together มุ่งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว และองค์กร ผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมและสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร
เมื่อการเรียนรู้ คืออีกหนึ่งมิติของ Well-being
อย่างไรก็ตาม สำหรับ BG การสร้าง Well-being ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการดูแลสุขภาพหรือการมอบสวัสดิการ เพราะองค์กรเชื่อว่า “การได้เรียนรู้และการเติบโต” คืออีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ผู้คนสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
การพัฒนาทักษะใหม่อย่างต่อเนื่องกลายเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคนทำงานทุกสายอาชีพ BG จึงส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งแพลตฟอร์ม We Learn Plus ที่เปิดโอกาสให้พนักงานเลือกเรียนรู้ได้ตามความสนใจในรูปแบบออนไลน์ และ BG Language Centreที่สนับสนุนการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาญี่ปุ่น ทั้งในรูปแบบการเรียนในห้องเรียนและการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง
ขณะเดียวกัน บริษัทยังพัฒนาหลักสูตรด้านวิชาชีพและเทคนิคอย่างต่อเนื่อง ผ่านศูนย์ฝึกอบรมเฉพาะทาง รวมถึงโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในแต่ละสายงาน เพื่อเตรียมความพร้อมให้พนักงานสามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ และมองเห็นเส้นทางการเติบโตของตนเองภายในองค์กร
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า Well-being ในมุมมองของ BG ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีสุขภาพที่ดีหรือสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน แต่ยังหมายถึงการได้รับโอกาสในการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงของการทำงาน
คุณณัฐชัย อุทัยพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่สำนักทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัทบางกอกกล๊าส กล่าวว่า “Well-being ไม่มีสูตรสำเร็จเดียวสำหรับทุกคน เพราะพนักงานแต่ละคนมีบทบาท ความรับผิดชอบ และช่วงชีวิตที่แตกต่างกัน สิ่งที่องค์กรควรทำคือออกแบบประสบการณ์การทำงานให้ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย ทั้งการดูแลสุขภาพ การเรียนรู้ โอกาสในการเติบโต และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อให้ทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่“
Well-being ของ BG จึงไม่ใช่เพียงการดูแลให้พนักงานมีความสุขในการทำงาน แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผู้คนเติบโตทั้งในฐานะพนักงานและในฐานะมนุษย์ เพราะท้ายที่สุดแล้ว องค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ได้สะท้อนเพียงผลประกอบการที่แข็งแกร่ง หากยังสะท้อนผ่านคุณภาพชีวิตของผู้คนที่ร่วมสร้างความสำเร็จนั้นในทุกวัน



