หากเราย้อน ตามกฎหมายไทย “โทษประหารชีวิต” ถือเป็นบทลงโทษสูงสุดสำหรับคดีฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หรือฆ่าชิงทรัพย์ แต่หลายคนอาจสงสัยว่า คดีดังระดับประเทศที่สร้างความเคืองแค้นให้สังคมนั้น จำเลยได้รับโทษประหารชีวิตจริงแล้วหรือยัง? เราจะพาทุกคนย้อนรอย 5 คดีประหารชีวิตในความทรงจำ พร้อมอัปเดตสถานะล่าสุดของแต่ละคดี “นักโทษอำมหิต” เหล่านี้ แท้จริงแล้วได้รับโทษอะไรบ้าง?

คดี “แอม ไซยาไนด์” มหันตภัยยาพิษล้างหนี้
คดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการอาชญากรรมไทย จำเลยคือ “แอม” สรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ อดีตภรรยาของตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ก่อเหตุวางสารพิษร้ายแรงอย่าง “ไซยาไนด์” ผสมลงในอาหาร เครื่องดื่ม และยาสมุนไพร ให้แก่เพื่อนสนิท คนรู้จัก และบุคคลในวงแชร์
พฤติการณ์ของแอมเต็มไปด้วยความใจเย็นและเยือกเย็น เธอตีสนิทกับเหยื่อ ชวนไปทำบุญ นั่งทานอาหาร หรืออ้างเรื่องการลงทุนและยืมเงิน เมื่อได้ทรัพย์สินหรือต้องการล้างหนี้สินจำนวนมหาศาล ก็จะแอบใส่ไซยาไนด์ให้เหยื่อกินจนเกิดอาการวูบ หมดสติ และเสียชีวิตอย่างฉับพลัน ก่อนที่เธอจะฉวยโอกาสลักทรัพย์สิน เช่น ทองคำ หุ้น รถยนต์ และเงินสด แล้วหลบหนีไป แต่เรื่องเริ่มแดงขึ้นจากการเสียชีวิตอย่างผิดปกติของ “ก้อย” ศิริพร ขันวงษ์ ที่ริมแม่น้ำแม่กลอง จ.ราชบุรี จนนำไปสู่การขุดคุ้ยพบเหยื่อที่เชื่อมโยงมากกว่า 14 ราย
โทษที่ได้รับ
ศาลอาญา (ศาลชั้นต้น) พิพากษาลงโทษ ประหารชีวิต ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อตระเตรียมการหรือเพื่อสะดวกในการกระทำความผิดอย่างอื่น และชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
มีการประหารชีวิตหรือยัง?
คดีนี้ยังไม่มีการประหารชีวิตจริง เนื่องจากคดียังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ชั้นอุทธรณ์และฎีกา ตัวจำเลยยังคงถูกคุมขังอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงกลางตามขั้นตอนกฎหมาย และต้องรอให้กระบวนการทางศาลสิ้นสุดทุกชั้นศาลก่อน

คดี “ผอ.กอล์ฟ” ปล้นร้านทองลพบุรี กราดยิงชิงทรัพย์กลางห้าง
เหตุการณ์สลดเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2563 จำเลยคือ นายประสิทธิชัย เขาแก้ว หรือ “ผอ.กอล์ฟ” ซึ่งขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง ได้สวมหมวกโม่งปิดบังใบหน้า แต่งกายชุดพราง ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ และถืออาวุธปืนสั้นติดท่อเก็บเสียง บุกเข้าปล้นร้านทองออโรร่า ภายในห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จ.ลพบุรี
สิ่งที่สร้างความสะเทือนขวัญอย่างที่สุดคือ ผอ.กอล์ฟ ไม่เพียงแต่ขู่เอาทองคำ แต่กลับใช้อาวุธปืนกราดยิงใส่พนักงาน ร้านค้า และประชาชนที่เดินผ่านไปมาอย่างเหี้ยมโหดและเย็นชา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทันที 3 ราย หนึ่งในนั้นคือ “น้องไททัน” เด็กชายวัยเพียง 2 ขวบที่เดินจับมือแม่ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 4 ราย หลังก่อเหตุได้ทองคำน้ำหนักรวม 28 บาท มูลค่ากว่า 6 แสนบาทหลบหนีไป ก่อนถูกตำรวจจับกุมได้ในเวลาต่อมา โดยเจ้าตัวอ้างเหตุผลว่าทำไปเพราะปัญหาหนี้สินส่วนตัว
โทษที่ได้รับ
ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา พิพากษายืนตรงกันทั้ง 3 ศาลให้ ประหารชีวิต ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน
มีการประหารชีวิตหรือยัง?
“ยังไม่มีการประหารชีวิตจริง” แม้คดีนี้ถึงที่สุดแล้วในชั้นศาลฎีกา ปัจจุบันจำเลยถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเพื่อรอขั้นตอนการรับโทษตามกฎหมายและการยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิของผู้ต้องขัง

คดี “ผู้กำกับโจ้” หรือโจ้ถุงดำ จากการทรมานผู้ต้องหาจนเสียชีวิต
เหตุการณ์เกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2564 ณ สภ.เมืองนครสวรรค์ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ “ผู้กำกับโจ้” พร้อมพวกเจ้าหน้าที่ตำรวจรวม 7 นาย ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายหนึ่งมาสอบสวนขยายผล ภายในห้องสืบสวน
แต่ระหว่างการสอบสวนเพื่อเค้นข้อมูลที่ซ่อนยาเสพติดและรีดเงิน ผู้กำกับโจ้และพวกได้ใช้วิธีการทรมานอย่างทารุณ ด้วยการนำ “ถุงพลาสติกสีดำ” ซ้อนกันถึง 6-7 ชั้น มาคลุมศีรษะผู้ต้องหาอย่างแน่นหนา พร้อมมัดมือรวบไปด้านหลัง แม้ผู้ต้องหาจะพยายามดิ้นรนและอ้อนวอนขอชีวิต แต่ก็ไม่มีการหยุดกระทำ จนกระทั่งผู้ต้องหาขาดอากาศหายใจ หมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด เหตุการณ์นี้ถูกบันทึกไว้ได้ทั้งหมดจากกล้องวงจรปิดภายในห้องสอบสวน ซึ่งมีผู้นำคลิปมาเผยแพร่สู่สาธารณะจนกลายเป็นข่าวใหญ่สะเทือนวงการสีกากี
โทษที่ได้รับ
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาว่ามีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย พิพากษาลงโทษ ประหารชีวิต แต่ศาลพิเคราะห์ว่าจำเลยมีส่วนพยายามช่วยชีวิตผู้ต้องหาหลังหมดสติ และชดใช้ค่าเสียหายเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเหลือ จำคุกตลอดชีวิต
มีการประหารชีวิตหรือยัง?
“ไม่มีการประหารชีวิต” เนื่องจากได้รับการลดโทษตามคำพิพากษาให้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตตั้งแต่ศาลชั้นต้น และจำเลยกำลังรับโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม แต่เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา “อดีต ผกก.โจ้” ได้เสียชีวิตในห้องขังของเรือนจำกลางคลองเปรม หลังถูกคุมขังในคดีคลุมถุงดำผู้ต้องหายาเสพติดมาเป็นเวลาประมาณ 3 ปี 6 เดือน ซึ่งทางกรมราชทัณฑ์แถลงยืนยันว่าเป็นการจบชีวิตตัวเอง เนื่องจากมีโรคประจำตัวและอาการป่วยทางจิตเวชหรือภาวะเครียดหวาดระแวง พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

คดี “น้องแก้ม” ภัยมืดบนขบวนรถไฟ
โศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญคนไทยทั้งประเทศ คืนวันที่ 5 ต่อเนื่องเช้าวันที่ 6 กรกฎาคม 2557 บนขบวนรถไฟด่วนที่ 174 (นครศรีธรรมราช-กรุงเทพมหานคร) “น้องแก้ม” เด็กหญิงวัยเพียง 13 ปี ได้สูญหายไปจากเตียงนอนบนตู้นอนรถไฟขณะเดินทางกลับกรุงเทพฯ
จากการสืบสวนเร่งด่วนพบว่า ผู้ก่อเหตุคือ นายวันชัย แสงขาว หรือ “เกม” พนักงานลูกจ้างบนรถไฟ โดยมี นายณัฐกร ชำนาญ เพื่อนร่วมงานคอยดูต้นทางให้ นายวันชัยได้เสพยาเสพติดและดื่มสุรา ก่อนจะบุกเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงขณะกำลังนอนหลับอย่างทรมาน และกระทำฆาตกรรมสังหารเหยื่อเพื่อปิดปาก จากนั้นนำร่างไร้วิญญาณของน้องแก้มโยนทิ้งออกทางหน้าต่างตู้ขบวนรถไฟขณะที่ขบวนกำลังวิ่งผ่านช่วง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ศพถูกพบอยู่ริมทางรถไฟ สร้างความสลดใจและโกรธแค้นให้กับสังคมไทยอย่างมหันต์ จนเกิดกระแสเรียกร้องให้ยกเลิกการเปิดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถไฟและเพิ่มมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด
โทษที่ได้รับ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนให้ ประหารชีวิต นายวันชัย แสงขาว ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดของตน และข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ส่วนนายณัฐกร (ผู้ดูต้นทาง) ถูกลงโทษจำคุก 4 ปี (เนื่องจากให้การรับสารภาพ)
มีการประหารชีวิตหรือยัง?
“ไม่มีการประหารชีวิต” หลังจำเลยได้รับการพระราชทานอภัยโทษตามวาระสำคัญหลายครั้ง ส่งผลให้โทษประหารชีวิตถูกลดหย่อนลงมาตามลำดับขั้นตอนกฎหมาย เหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต และอยู่ระหว่างการรับโทษในเรือนจำ

คดี “ไอ้มิ๊ก บ้านโคกพลา” (ฆ่าชิงทรัพย์นักเรียน จ.ตรัง)
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 ณ จ.ตรัง จำเลยคือ นายธีรศักดิ์ หลงจิ หรือ “ไอ้มิ๊ก” อายุ 19 ปี (ขณะก่อเหตุ) ได้ดักทำร้ายร่างกายเยาวชนชายอายุ 19 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง โดยใช้อาวุธมีดปลายแหลมกระหน่ำแทงเหยื่ออย่างโหดเหี้ยมรวมกว่า 24 แผลทั่วร่างกาย จนเสียชีวิตจมกองเลือดคาที่อย่างทรมาน
แรงจูงใจในการก่อเหตุฆาตกรรมอันอำมหิตครั้งนี้ เป็นเพียงแค่ต้องการชิงทรัพย์สินของเหยื่อ ได้แก่ กระเป๋าสตางค์ และโทรศัพท์มือถือไอโฟนเท่านั้น หลังก่อเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนและจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างรวดเร็ว
โทษที่ได้รับ
ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา พิจารณาจากพฤติการณ์เหี้ยมโหด ไร้ความเกรงกลัวต่อกฎหมาย พิพากษายืนตรงกันทั้ง 3 ศาลให้ ประหารชีวิต ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อชิงทรัพย์
มีการประหารชีวิตหรือยัง?
“คดีนี้ได้รับการบังคับโทษประหารชีวิต” ด้วยวิธีการฉีดยาพิษ (Lethal Injection) ณ เรือนจำกลางบางขวาง เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 เนื่องจากจำเลยยื่นขอพระราชทานอภัยโทษแล้วแต่ถูกยกฎีกา “คดีนี้จึงถือเป็นคดีล่าสุดของประเทศไทยที่มีการบังคับโทษประหารชีวิตจริง”..



