สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ว่า แพกซ์สันกล่าวว่า เธอวางแผนที่จะลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านี้ แต่ขยายระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง เพื่อรับมือกับการระงับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นอันตรายต่อพันธกิจของมหาวิทยาลัยบราวน์
อนึ่ง มหาวิทยาลัยบราวน์เป็นเป้าหมายแรก ๆ ของรัฐบาลวอชิงตัน ซึ่งดำเนินการปราบปรามมหาวิทยาลัยในสหรัฐ เพื่อตอบสนองต่อสิ่งที่รัฐบาลเรียกว่าการประท้วงของนักศึกษาที่ต่อต้านชาวยิว ต่อสงครามของอิสราเอลในฉนวนกาซา รวมถึงนโยบายด้านความหลากหลาย และประเด็นอื่น ๆ
Brown University’s president, who clashed with Trump over funding, steps down https://t.co/FMPwJCsxO4
— The Straits Times (@straits_times) August 3, 2026
หลังจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐ ข่มขู่ว่าจะระงับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง 510 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 17,000 ล้านบาท) สำหรับมหาวิทยาลัยบราวน์ แพกซ์สันจึงบรรลุข้อตกลงในเดือน ก.ค. 2568 เพื่อปลดล็อกเงินทุนดังกล่าว ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดให้มหาวิทยาลัยบราวน์ต้องทำการประเมินสภาพแวดล้อมภายในมหาวิทยาลัยโดยบุคคลที่สาม รวมถึงนักศึกษาชาวยิว และเสนอการดำเนินการเพื่อการปรับปรุง
ทว่าในเดือน ต.ค. ปีเดียวกัน แพกซ์สันปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาลวอชิงตันที่ส่งไปยังมหาวิทยาลัยชั้นนำ 9 แห่ง ซึ่งระบุว่า มหาวิทยาลัยเหล่านั้นจะได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง หากจำกัดจำนวนนักศึกษาต่างชาติ ระบุเพศสภาพตามหลักชีววิทยา และห้ามใช้เชื้อชาติหรือเพศในการจ้างงานและการรับเข้าเรียน โดยเธอให้เหตุผลในเวลานั้นว่า การยอมรับข้อตกลงข้างต้นจะจำกัดเสรีภาพทางวิชาการ และบั่นทอนความเป็นอิสระในการบริหารงานของมหาวิทยาลัยบราวน์
ทั้งนี้ แพกซ์สันระบุในจดหมายอำลาเปิดผนึก บนเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยบราวน์ว่า ในขณะที่สถานการณ์ของรัฐบาลกลางยังคงไม่แน่นอนสำหรับวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยทุกแห่ง มหาวิทยาลัยบราวน์กำลังได้รับเงินทุนสนับสนุนจำนวนมาก สำหรับการวิจัยบุกเบิกที่จะนำไปสู่นวัตกรรมอันยิ่งใหญ่สำหรับประเทศนี้.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



