เมื่อวันที่ 4 ส.ค.นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตนได้ประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งที่ประชุมรับทราบผลการติดตามโครงการจัดการศึกษาเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือทวิศึกษา แนวใหม่ หลังลงพื้นที่ศึกษาข้อมูลครบทั้ง 4 ภูมิภาค เพื่อนำไปจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยเห็นว่าทวิศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา พัฒนาทักษะอาชีพ ลดความเหลื่อมล้ำ เปิดโอกาสให้นักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียน และเชื่อมโยงสู่การศึกษาต่อหรือการมีงานทำผ่านความร่วมมือระหว่างโรงเรียน วิทยาลัย และสถานประกอบการ พร้อมเสนอให้ สพฐ. ขยายผลโครงการอย่างต่อเนื่อง พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรม และจัดทำระบบติดตามผลเพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบายในอนาคต

เลขาธิการกพฐ.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ติดตามการดำเนินงานโครงการกองทุนการศึกษา ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนในโครงการ 143 แห่ง และโรงเรียนเครือข่ายด้านคุณธรรมจริยธรรม 61 แห่ง ครอบคลุม 68 เขตพื้นที่การศึกษา พร้อมรับทราบข้อสั่งการจากการประชุมคณะกรรมการโครงการกองทุนการศึกษาที่มอบหมายให้ สพฐ. เร่งดำเนินการใน 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การสร้างโอกาสศึกษาต่อและส่งเสริมอาชีพให้เด็กในพื้นที่อุ้มผาง การผลักดันทักษะการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด การวิเคราะห์ผลประเมินคุณภาพโรงเรียน การพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา การสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์แก่โรงเรียนที่ขาดแคลน การปลูกฝังความภาคภูมิใจในสถาบันหลักของชาติ และการส่งเสริมให้นักเรียนในโครงการสมัครสอบ O-NET ปีการศึกษา 2569

ที่ประชุมยังรับทราบผลการดำเนินโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “เลขคณิตคิดเร็วด้วยเวทคณิต” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–21 ก.ค. 2569 มีครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมจำนวน 93 คน โดยผลการประเมินหลังการอบรมพบว่า ผู้เข้ารับการอบรมมีคะแนนเพิ่มขึ้นร้อยละ 95 สะท้อนประสิทธิภาพของการพัฒนาศักยภาพครูด้านการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ทั้งนี้ สพฐ. เตรียมขยายผลสู่โรงเรียนทั่วประเทศ ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning การติดตามผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน การสร้างเครือข่าย PLC และการพัฒนาครูแกนนำ เพื่อยกระดับการเรียนรู้คณิตศาสตร์อย่างยั่งยืน