เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 69 ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) นำโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน จัดกิจกรรม “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. – เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาค พิเศษ) เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน?” โดยมีพยานบุคคลร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ได้แก่ นางศรินทร สนธิศิริกฤตย์ พล.ต.ต.บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ และ พ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการ กกต.
โดยนางศรินทร กล่าวว่า สิ่งที่เราเห็นวันนั้นที่เราแปลกใจมากคือ กกต. ประกาศใส่ไมค์ว่า รอบไขว้จะไม่ให้เอาเอกสารเข้าไป สว. ก็ไม่ให้เอาเข้าไป จะทำอะไรก็ทำเลย เดี๋ยวเข้าไปจะมีการแจก สว.3 ชุดใหม่ หลายคนเลยเริ่มลอก ตนคิดว่าลอกกันลืม แต่ไม่คิดว่าจะฮั้วกันใหญ่ขนาดนี้ ตนแค่เล่าความจริง โดยในช่วงบ่ายมี สว. สำรองบางคน ถือแฟ้มเข้าไปในห้อง หลังจากที่เลือกเสร็จสิ้น ได้กลับศึกษาคุณสมบัติของผู้สมัครหลายๆ คน พบผู้สมัครบางคนอายุ 40 มีคุณสมบัติที่น่าสงสัย เขียนว่าเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย 10 ปี แต่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าข้อมูลเป็นเท็จ และข้อมูลที่อ้างว่าเป็นพยาบาลโรงพยาบาลสินแพทย์ เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าเป็นเท็จ จึงทำเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย. 67 สุดท้ายจนถึงปัจจุบันเรื่องเงียบ ไม่มีการตอบกลับ และบุคคลดังกล่าวได้เป็น สว. ชุดปัจจุบัน
ด้าน พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าวว่า การเข้าไปสมัคร สว. ทำให้เห็นกระบวนการที่น่ารังเกียจ เห็นร่องรอยของความไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งเมื่อเห็นข้อมูลดังกล่าวได้นำเรื่องไปแจ้งกับ กกต. เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 67 ว่ามีร่องรอย ซึ่งบางคนมีบัตรประชารัฐ ก็ยังมาสมัคร สว. บางคนตอนเช้าใส่หมวกกันน็อกไปทวงหนี้ ตอนบ่ายมาสมัคร สว. คำถามคือใครเป็นคนจ่ายเงินค่าสมัคร 2,500 บาทให้ และมีหลายคนที่ กกต. ปล่อยให้คนที่ไม่มีสิทธิเข้ามาสมัคร เช่น กลุ่มคนที่มีประสบการณ์ไม่ถึง 10 ปี หรือบางคนก็เป็นคนที่มีคุณสมบัติต้องห้าม แต่ กกต. ก็ยังปล่อยให้มาสมัคร และยังใช้คนหนึ่งคนเพื่อรับรองผู้สมัครหลายคน พร้อมกับลงวันที่เดียวกัน
พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าวต่อว่า การให้ กกต. เพียงฝ่ายเดียว มีอำนาจเด็ดขาดในการดำเนินการการเลือก ซึ่งตนกับเพื่อนเห็นอยู่กับหู รู้อยู่กับตา เห็นกันอยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้ ถูกจับโยนทิ้ง ไม่ให้ขึ้นสู่เวที ฉะนั้น ประเด็นนี้คิดว่าจะต้องมีการปรับแก้ในเรื่องของการให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้ให้เป็นผู้เสียหาย ในประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ นอกจากนี้ยังขอฝากให้ฝ่ายค้านไปช่วยถาม รมว.มหาดไทย ว่า ผอ.กกต.ระดับอำเภอนั้น ที่เป็นคนพิจารณาเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร สว. ปี 67 เขานั่งอยู่ที่โต๊ะมีคอมพิวเตอร์ แล้วสามารถลิงก์ข้อมูลกรมการปกครองได้ทั่วประเทศ เขามีข้อมูลผู้สมัครอยู่ในคอมพิวเตอร์
“หากเขาเคาะคอมพิวเตอร์แค่ 2-3 ครั้ง ก็จะรู้แล้วว่าใครคือพ่อ แม่ ลูก ที่สมัครในคราวเดียวกัน ผัว เมีย สมัครในคราวเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ก็จะช่วยให้ไม่เกิดการจ้างเป็นผู้สมัครได้ แต่เขากลับปล่อยเกียร์ว่างไม่ทำ รมว.มหาดไทย ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลเรื่องนี้ เอาไม้เรียวหวดก้นหน่อยดีหรือไม่ ฝากถึง กกต. และรัฐบาลว่าอย่าฟ้องผม ที่มาพูดในวันนี้ ไม่ได้มาเพราะผมเป็นเครื่องมือของใคร ไม่เคยสังกัดพรรคการเมืองไหน ไม่แบ่งแยกว่าใครเป็นสีไหน แต่ที่มาวันนี้เพราะผมสีทนไม่ได้” พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าว
ขณะที่ พ.ต.อ.มนัส ได้เปิดคลิปวิดีโอการส่งโพย เข้าไปในสถานที่เลือกตั้ง และการเก็บโพย ในการเลือก สว. วันที่ 26 มิ.ย. 67 ช่วงประมาณ 18.30 น. ซึ่งในคลิปมีการประกาศว่าไม่ให้เอกสารเข้า และพูดชัดว่าจะมีการแจก สว.3 ฉบับใหม่ ให้กับผู้สมัครที่ผ่านรอบเช้ามา ขณะที่คลิปที่สองเวลา 19.00 น. เจ้าหน้าที่ได้เดินถามว่า คนไหนมีโพย และห้ามมีโพย พร้อมเดินเก็บโพย ในคลิปที่ 3 เป็นภาพของนายนิยม จันทร์เยี่ยม ผอ.กกต.อุตรดิตถ์ ที่เก็บโพยมาเต็มกระเป๋า และลงบันทึกเซ็นเอกสารประจำหน่วยว่า มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แต่นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กลับออกมาบอกว่าไม่มีอะไร
พ.ต.อ.มนัส กล่าวต่อว่า ได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า การฮั้วจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ก็เห็นเป็นใจ ขอย้อนไปถึงวันที่ 26 มิ.ย. 67 ซึ่งตนทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจการเลือก สว. และพบว่ามีผู้สมัครจดโพยในใบ สว.3 จึงไปแจ้งนายแสวงให้ทราบ แต่นายแสวงกลับบอกว่า “รู้ว่าทำอะไรเขาไม่ได้ เขาคิดวางแผนกันมาแบบนี้แหละ ปล่อยให้เขาเอา สว.3 เข้าไปในรอบไขว้ได้” คำพูดแบบนี้มันบ่งชี้ว่านายแสวงรู้แล้ว รู้ก่อนแล้วว่าวางแผนกันมาแบบนี้ แบบนี้ผิดมาตรา 157 หรือไม่
พ.ต.อ.มนัส กล่าวอีกว่า คิดได้ 3 ข้อที่ทำให้การเลือก สว. ครั้งนี้ มีความไม่ชอบมาพากล คือ 1.การจัดสถานที่เลือก สว. ตามกฎหมายให้เป็นความลับ แต่กลับจัดในห้องแบบรวม 2.ระเบียบที่เขียนไว้ว่าให้ใช้หมายเลขเดิม ตั้งแต่ระดับจังหวัดถึงระดับประเทศทำให้สามารถวางแผนฮั้วได้ และ 3.ประธาน กกต. ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน แต่ปรากฏว่าตั้งลูกน้องนายแสวง มาสอบนายแสวงเอง กกต. ไม่ควรทำหน้าที่เป็นศาล มีเหตุสงสัยควรส่งฟ้องศาล ไม่ใช่ยกเรื่อง
“กกต. อย่าทำตัวเป็นศาล ต้องส่งศาล ที่บอกว่าคะแนนซ้ำจะเป็นจริงหรือไม่ ขอให้เปิดหีบลงคะแนนเพื่อพิสูจน์การลงคะแนนฮั้ว ผมขอท้า กกต. ให้เปิดหีบพิสูจน์” พ.ต.อ.มนัส กล่าว



