ภาคธุรกิจไทยเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ซึ่งวันนี้การประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีแผนดำเนินงานที่ระบุชัดว่าจะลงทุนเท่าใด ลดการปล่อยก๊าซได้มากน้อยแค่ไหน และใช้แหล่งเงินทุนจากที่ใด เพราะข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งที่สถาบันการเงินและนักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจสนับสนุนเงินทุน

ด้วยเหตุนี้ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) จึงเปิดตัว ไคลเมต ทรานซิชัน แคนวาส (Climate Transition Canvas) เครื่องมือสำหรับจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ และนำร่องทดลองใช้ในงาน The Cooler Earth Thailand 2026 ร่วมกับผู้บริหารจากเกือบ 20 บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เช่น ธุรกิจพลังงาน เชื้อเพลิงฟอสซิล การผลิต และอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถจัดทำแผนที่เชื่อมโยงการลดคาร์บอนเข้ากับการระดมทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม

แผนต้องตอบเรื่องเงิน

‘เจสัน ลี’ หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า หลายองค์กรประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ไปแล้ว แต่โจทย์สำคัญอยู่ที่การนำเป้าหมายดังกล่าวมาจัดทำเป็นแผนปฏิบัติที่ระบุงบลงทุน ระยะเวลาดำเนินงาน และผู้รับผิดชอบได้อย่างชัดเจน

ที่ผ่านมา การวางแผนด้านความยั่งยืนกับการจัดสรรงบประมาณมักดำเนินการแยกกัน ทำให้การตัดสินใจลงทุนเป็นไปได้ยาก เครื่องมือดังกล่าวจึงรวบรวมข้อมูลสำคัญไว้ในเอกสารเพียงหน้าเดียว ทั้งปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร โครงการลดการปล่อยก๊าซ ผู้รับผิดชอบ เงินลงทุน แหล่งเงินทุน และปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบต่อแผน เพื่อให้ฝ่ายวิศวกรรม ฝ่ายการเงิน และคณะกรรมการบริษัทใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจ

เงินทุนมี แต่เข้าถึงยาก

‘อริยา ติรณะประกิจ’ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ระหว่างปี 2562 ถึงเดือนเมษายน 2569 มูลค่าตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนของไทยสะสมอยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงจำนวนมากยังเข้าถึงเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านได้ยาก เนื่องจากยังไม่สามารถจัดทำแผนที่แสดงต้นทุน แนวทางจัดหาเงินทุน และผลลัพธ์ของโครงการในรูปแบบที่ผู้ให้กู้และนักลงทุนใช้ประกอบการพิจารณาได้อย่างชัดเจน

อริยากล่าวว่า แผนการเปลี่ยนผ่านเป็นข้อมูลหลักๆ ในการขอรับการสนับสนุนเงินทุน เพราะผู้ให้กู้และนักลงทุนใช้ประเมินทั้งงบลงทุน ผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความเป็นไปได้ของแต่ละโครงการ

ขณะเดียวกัน ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 มูลค่าตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนคงค้างของไทยอยู่ที่ประมาณ 1.08 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 5.9% ของตลาดตราสารหนี้ทั้งหมด ส่วนในช่วงปี 2563-2568 ตลาดเติบโตเฉลี่ย 55% ต่อปี สะท้อนว่าการระดมทุนเพื่อความยั่งยืนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในตลาดทุนไทย

กติกาเร่งเปลี่ยนผ่าน

อริยากล่าวว่า ความสำคัญของแผนการเปลี่ยนผ่านเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังประเทศไทยและภาคการเงินทยอยยกระดับกติกาด้านสภาพภูมิอากาศ โดย ไทยแลนด์ แท็กโซโนมี (Thailand Taxonomy) ระยะที่ 2 ได้ขยายขอบเขตครอบคลุมภาคการผลิต ก่อสร้าง เกษตรกรรม และการจัดการของเสีย ทำให้ครอบคลุมกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 95% ของประเทศ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ 47% จากระดับปี 2562 ภายในปี 2578 ภายใต้การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC 3.0)

อีกด้านหนึ่ง ThaiBMA เตรียมผลักดันเครื่องมือระดมทุนใหม่ ได้แก่ Transition Bond และ Thailand Amber Bond เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ยาก โดยโครงการที่ขอระดมทุนจะต้องสอดคล้องกับแผนการเปลี่ยนผ่านขององค์กรหรือกิจกรรมตามเกณฑ์ Thailand Taxonomy

นอกจากนี้ ThaiBMA ยังอ้างอิงข้อมูลจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่ประเมินว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนราว 5-7 แสนล้านบาทต่อปี เพื่อบรรลุเป้าหมาย NDC 3.0 ขณะที่หลายภาคเศรษฐกิจยังมีช่องว่างด้านเงินลงทุน จึงทำให้การจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านที่เชื่อมโยงกับแหล่งเงินทุนมีความสำคัญมากขึ้น