นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (5 ส.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รายงานผลการเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม 2569 ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

โดยสรุปว่า การเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ทั้งการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ การขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน การเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง และการผลักดันบทบาทของไทยในอาเซียน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากรัฐบาลอินโดนีเซีย โดยประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต ให้เกียรติเดินทางมาส่งนายกรัฐมนตรีถึงสนามบินด้วยตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้นำ และเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรี แจ้งต่อที่ประชุมว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันจากเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอนาคตอันใกล้ พร้อมทั้งได้แลกเปลี่ยนแผนปฏิบัติการ 5 ปี และมีการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจระหว่างภาคเอกชน 4 ฉบับ เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นจริง

ทั้งนี้ ได้ใช้โอกาสในงาน Indonesia-Thailand Business Forum พบปะภาคธุรกิจอินโดนีเซีย เพื่อเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และเปิดโอกาสให้สินค้า บริการ และผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงตลาดอินโดนีเซียได้มากขึ้น ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ประชากร 280 ล้านคน รวมถึงสนับสนุนให้มองไกลถึงโอกาสแห่งอนาคตที่สดใสภายนอกภูมิภาคร่วมกัน เพราะทั้งสองประเทศรวมกันมีศักยภาพระดับโลก ประชากรรวมกัน 350 ล้านคน มีหลายสิ่งอย่างที่ส่งเสริมกันและกัน ทั้งเรื่องการเกษตร ฮาลาล พลังงาน การท่องเที่ยว และดิจิทัล connectivity

ในด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีแจ้งว่า ไทยและอินโดนีเซียจะยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนของทั้งสองประเทศโดยตรง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้รายงานว่า ได้หารือกับเลขาธิการอาเซียนและแสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียน โดยเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การรักษาเอกภาพของอาเซียน การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของภูมิภาค และการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา พร้อมยืนยันการสนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมาตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน

นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามและขับเคลื่อนผลการหารือและข้อตกลงต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อเปลี่ยนความร่วมมือที่ได้จากการเยือนครั้งนี้ให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงาน ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม