นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  เปิดเผยว่า ที่ประชุม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 3/2569 และคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 1/2569 ได้พิจารณาร่างประกาศหลักเกณฑ์การประกาศรายชื่อ “บัญชีม้า” ทุกสี จากความร่วมมือระหว่างกระทรวงดีอี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสมาคมธนาคารไทย ซึ่งจะเตรียมควบรวมฐานข้อมูลข้ามธนาคารแบบเรียลไทม์ โดยหากพบบุคคลใดเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินทุจริตในธนาคารใดธนาคารหนึ่ง ระบบจะระงับบัญชีของบุคคลนั้นทันทีในทุกธนาคาร 

ขณะเดียวกัน จะมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกลางใน 3 ระบบ ด้วยกันคือ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลธนาคารผ่าน Central Fraud Registry (CFR) สำหรับแลกเปลี่ยนเส้นทางการเงินและรายชื่อบุคคลเสี่ยง ฐานข้อมูลจากระบบตรวจจับพฤติกรรมบัญชีธนาคารที่มีความผิดปกติ ร่วมกับฐานข้อมูลของ ปปง. และฐานข้อมูลจาก ศูนย์ เอโอซี  1441 ที่รวบรวมรายชื่อผู้ถูกดำเนินคดี 

“ร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะช่วยยกระดับการปราบปรามบัญชีม้า โดยเมื่อระบุตัวเจ้าของบัญชีม้าได้ จะมีการระงับช่องทางการทำธุรกรรมทั้งหมด (โมบาย แบงก์กิ้ง, เอทีเอ็ม, ธุรกรรมออนไลน์) ในทุกบัญชีของทุกธนาคาร พร้อมกับขึ้นบัญชี แบล็คลิสต์ ห้ามเปิดบัญชีธนาคารใหม่โดยเด็ดขาด และดำเนินการเชิงรุก ระงับบัญชีที่มีความเสี่ยงสูง แม้ยังไม่มีผู้เสียหายแจ้งความก็ตาม เพื่อกักกันเงินในบัญชีไว้ก่อนถูกโอนออก

นายไชยชนก กล่าวต่อว่า  นอกจากนี้จากพฤติกรรมในปัจจุบันของ สแกมเมอร์  ที่มีการหลอกลวงให้เด็กและเยาวชนเปิดบัญชีธนาคารมากขึ้น ทำให้ทาง ธปท. ได้เริ่มดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์การจำกัดวงเงินโอน/ชำระเงินต่อวันผ่านบัญชีธนาคาร และ อี-มันนี่  ของเยาวชนอายุ 12-18 ปี ไม่เกิน 3,000-10,000 บาทต่อวันตามช่วงอายุ โดยคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายใต้เดือน ต.ค.69 

สำหรับการยกระดับมาตรการดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยหากประชาชนที่ถูกระงับบัญชีโดยไม่ได้ตั้งใจ สามารถติดต่อสายด่วน เอโอซี 1441 กด 2 เพื่อยืนยันตัวตน จากนั้นธนาคารจะเร่งตรวจสอบและปลดล็อกบัญชีให้โดยเร็ว 

สำหรับ ในส่วนของหลักเกณฑ์การคืนเงินผู้เสียหายตามกฎกระทรวงฯ ที่ประชุมจะเร่งดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องขอคืนเงินผ่านระบบของ ปปง. ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล เพื่อให้ทันต่อการที่กฎกระทรวงฯ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 ส.ค.69 โดยมี ปปง. เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับดีอี ,ตร. ,ธปท. ,สมาคมธนาคารไทย ,TEPA/e-Money ,ก.ล.ต. และสมาคมผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล โดยกำหนดเป็นมาตรการเชิงลึกเร่งด่วนภายใน 90 วัน ให้แล้วเสร็จภายใน ก.ย. 69 นี้

“นอกเหนือจากมาตรการปราบปราม ที่ประชุมยังได้ติดตามความคืบหน้าโครงการป้องกันภัยออนไลน์ อาทิ โครงการแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง (DE-fence) บริการข้อมูลแจ้งเตือนเบอร์โทรต้องสงสัย โครงการสร้างความตระหนักรู้ภัยออนไลน์แก่ประชาชน (DE Digital Shield) ผ่านการประชาสัมพันธ์ในสื่อต่างๆ และการจัดกิจกรรมในพื้นที่กทม.และส่วนภูมิภาค และศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (AFNC) ซึ่งขยายเครือข่ายแจ้งเตือนผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้และรับมือกับข่าวปลอมรวมถึงอาชญากรรมออนไลน์ในภาพรวม” รมว.ดีอี กล่าว