เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 69 ที่โรงแรม ดิ แอทธินี กรุงเทพ ถนนวิทยุ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดงานสัมมนาสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับ OECD Anti-Bribery Convention โดยมีผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้แทนองค์การ OECD เข้าร่วมเพื่อขับเคลื่อนการยกระดับมาตรฐานการทุจริตของประเทศไทยสู่ระดับสากล
นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “ถอดรหัสอนาคตประเทศไทย: โอกาสและความท้าทายบนเส้นทาง OECD” โดยยืนยันเจตจำนงร่วมกันของทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ในการนำพาประเทศไทย ก้าวเข้าสู่สมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เร่งเครื่องร่นระยะเวลาสมาชิกภาพสู่ปี 2571 จากเดิมที่ประเทศไทยตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2573
นายอาสพลธ์ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เห็นว่ากรอบเวลานั้นช้าเกินไป จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน เร่งรัดกระบวนการ และแถลงต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 69 ว่า ประเทศไทยจะเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ภายในปี 2571 พร้อมตั้งคณะกรรมการกำกับ การดำเนินงานที่มีนายกฯ เป็นประธาน โดยความคืบหน้าที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 68 โดยนายกฯ ได้ยื่น Initial Memorandum ต่อ OECD อย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ทางเทคนิคกับ 25 คณะกรรมการ ในวันเดียวกัน สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนง เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการให้สินบนของ OECD (OECD Anti-Bribery Convention) ยกระดับไทยเป็นประเทศผู้สมัครเข้าเป็นภาคีในคณะทำงาน ต่อต้านการให้สินบนของ OECD อย่างเป็นทางการ
ประธาน กมธ.ป.ป.ช. กล่าวว่า นี่คือเหตุผลที่งานสัมมนาในวันนี้ มีความหมายมากกว่าการสร้างความตระหนักรู้ทั่วไป เพราะประเทศไทยไม่ได้กำลังคิดจะเข้าเป็นภาคีอนุสัญญานี้ แต่ได้ก้าวเข้าสู่กระบวนการนั้น อย่างเป็นทางการแล้ว OECD คือพิมพ์เขียวมาตรฐานระดับโลก ที่มีสมาชิกอยู่แล้ว 38 ประเทศ การเข้าเป็นสมาชิกจะยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก ลดความเสี่ยงเชิงนโยบาย และเปิดพื้นที่แข่งขันที่เป็นธรรม ให้ผู้ประกอบการไทยทุกขนาด
“แต่เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ประเทศไทยมีกฎหมายระดับ พ.ร.บ.กว่า 900 ฉบับ และกฎหมายลำดับรองอีกกว่า 7,000 ฉบับ ที่ต้องนำมาปรับให้สอดคล้องกับตราสารมาตรฐานของ OECD กว่า 260 ฉบับ และในบรรดางานปฏิรูปทั้งหมดนี้ มีด่านหนึ่งที่เป็นหัวใจของงานสัมมนาวันนี้ นั่นคือธรรมาภิบาลและการต่อต้านการทุจริต” ประธาน กมธ.ป.ป.ช. กล่าว และว่า OECD ให้น้ำหนักกับธรรมาภิบาลและการต่อต้านทุจริต เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าเป็นสมาชิก และการเข้าเป็นภาคี OECD Anti-Bribery Convention คือส่วนที่แยกออกจากกระบวนการทั้งหมดไม่ได้
นายอาสพลธ์ กล่าวว่า สถานการณ์ความโปร่งใสของประเทศ จากดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ล่าสุดประกาศเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งไทยอยู่ที่ 33 คะแนน (อันดับ 116 จาก 182 ประเทศ) ซึ่งรัฐบาลและทุกภาคส่วนยืนยันว่า จะต้องเผชิญหน้า และเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ทั้งนี้ การก้าวสู่มาตรฐาน OECD และอนุสัญญาต่อต้านการให้สินบนฯ กำหนดภารกิจสำคัญผ่าน 3 เสาหลัก ที่ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับ ได้แก่ 1.การปราบปรามการให้สินบนข้ามชาติอย่างจริงจัง: เอาผิดทั้งคนไทยและนิติบุคคลไทยที่ไปจ่ายสินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ 2.ความรับผิดชอบของนิติบุคคล: บริษัทที่ปล่อยให้พนักงานจ่ายสินบนโดยไม่มีระบบควบคุมภายในที่ดีต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและอาญา 3.การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส: สร้างความไว้วางใจให้แก่ประชาชนทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน
“เพื่อรองรับภารกิจดังกล่าว รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการประสานงาน เพื่อต่อต้านการทุจริต เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่าง ป.ป.ช., ป.ป.ท. และดีเอสไอให้เป็นระบบเดียวกัน พร้อมกำหนดเป้าหมายแล้วเสร็จภายในปี 2571 ในส่วนของรัฐสภา พร้อมผลักดันกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ การแก้ไข พ.ร.ป. ป.ป.ช. ให้ครอบคลุมความผิดสินบนข้ามชาติ และการผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส อย่างครอบคลุม ปี 2571 จะเป็นปีที่ประเทศไทย ไม่เพียงได้เป็นสมาชิก OECD แต่จะเป็นปีที่ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่โปร่งใส น่าเชื่อถือ และพร้อมแข่งขันในเวทีโลกอย่างแท้จริง” นายอาสพลธ์ กล่าว



