เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 69 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์การเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า มีนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างน้อย 8 ประการ ทั้งด้านการต่างประเทศ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และบทบาทของไทยในเวทีอาเซียน
ประเด็นแรก คือการที่ไทยยกระดับความสัมพันธ์กับอินโดนีเซียสู่ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) ต่อเนื่องจากการยกระดับความสัมพันธ์กับเวียดนามก่อนหน้านี้ สะท้อนยุทธศาสตร์ การทูตเชิงรุกของไทย ที่ต้องการสร้างเครือข่ายพันธมิตรสำคัญ ทั้งในอาเซียนพื้นทวีป และอาเซียนพื้นสมุทร เพื่อรักษาผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ
ประเด็นที่สอง ไทยให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ผ่านเวที Indonesia–Thailand Business Forum โดยผลักดันให้ความสัมพันธ์ ระหว่างภาคธุรกิจ ยกระดับจากการเป็นเพียง ‘คู่ค้า’ ไปสู่ ‘หุ้นส่วนร่วมสร้าง’ ที่เชื่อมโยงการผลิต การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ไทยกำลังใช้เวที Business Forum เป็นกลไกสำคัญในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค รวมถึงเมียนมา ซึ่งจะมีการจัดเวทีลักษณะเดียวกันในวันที่ 6 ส.ค.นี้
ประเด็นที่สาม ไทยและอินโดนีเซีย ต่างอยู่บนเส้นทางการมีบทบาท ในกรอบ BRICS และ OECD จึงมีแนวโน้มที่จะประสานความร่วมมือ เพื่อเดินหน้าในทั้งสองเวที ระหว่างประเทศควบคู่กัน
ส่วนประเด็นที่สี่ คือมิติด้านความมั่นคง โดยเห็นว่า ไทยอาจต้องการขยายความร่วมมือกับอินโดนีเซียในกระบวนการสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากอินโดนีเซียมีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่อาเจะห์ และอาจเป็นอีกทางเลือก ในการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ นอกเหนือจากบทบาทของมาเลเซีย
สำหรับประเด็นที่ห้า รศ.ดร.ดุลยภาค เห็นว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการดำเนินยุทธศาสตร์แบบ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว” เพราะนอกจากการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีกับอินโดนีเซียแล้ว นายกฯ ยังได้แสดงวิสัยทัศน์ ที่สำนักงานใหญ่เลขาธิการอาเซียน เพื่อยกระดับบทบาทของไทย ในเวทีภูมิภาค รวมทั้งอาจใช้โอกาสดังกล่าว สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับท่าทีของไทย ต่อสถานการณ์เมียนมา และหารือประเด็นความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา โดยมีเป้าหมาย รักษาความสัมพันธ์อันดีกับอินโดนีเซีย ในฐานะประเทศสำคัญของอาเซียน
ประเด็นที่หก คือความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล โดยทั้งสองประเทศมีพื้นที่ทะเล ที่เชื่อมโยงกันในฝั่งอันดามัน จึงมีโอกาสขยายความร่วมมือ ด้านการซ้อมรบ การปราบปรามโจรสลัด การค้ามนุษย์ และการรักษาความมั่นคงทางทะเล อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือดังกล่าวยังต้องคำนึงถึงบริบทการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกด้วย
ประเด็นที่เจ็ด นักวิชาการเสนอว่า ไทยควรศึกษาแนวคิด “Global Maritime Fulcrum” หรือวิสัยทัศน์การเป็นศูนย์กลางทางทะเลของโลก ที่อินโดนีเซียเคยผลักดันในสมัยอดีตประธานาธิบดีโจโก วิโดโด เพื่อใช้เป็นบทเรียนในการกำหนดจุดยืนและวิสัยทัศน์ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ของไทย ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นในอนาคต
ส่วนประเด็นสุดท้าย รศ.ดร.ดุลยภาค ตั้งข้อสังเกตถึงลำดับการเดินทางเยือนอินโดนีเซียของผู้นำ และอดีตผู้นำไทยหลายคนภายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน โดยเห็นว่า การที่ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้พบกับอดีตนายกฯ ไทยจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ก่อนหน้านี้ และต่อมาต้อนรับนายอนุทินในฐานะนายกฯ อาจเป็นประเด็นที่น่าศึกษา ในเชิงยุทธศาสตร์การต่างประเทศ และพลวัตทางการเมือง ซึ่งสะท้อนรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซียกับผู้นำไทย ในหลากหลายระดับ
ทั้งนี้ รศ.ดร.ดุลยภาค เห็นว่า การเยือนอินโดนีเซียครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนการปรับบทบาทเชิงรุกของไทยในเวทีอาเซียน ตลอดจนความพยายามสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการทูต เพื่อรองรับความท้าทายของภูมิภาคและโลกในอนาคต



