ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร อนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า กรณีข้อมูลทะเบียนรถรั่วไหลอาจเชื่อมโยงไปถึงข้อมูลของเจ้าของรถที่หน่วยงานรัฐจัดเก็บไว้ เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวประชาชน รวมถึงข้อมูลอื่นที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลภาครัฐ ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่กฎหมายกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องดูแลรักษาอย่างปลอดภัย คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงข้อมูลหลุดได้อย่างไร แต่คือหน่วยงานรัฐได้ปฏิบัติตามมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างครบถ้วนหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีการว่าจ้างเอกชนพัฒนาระบบ แอปพลิเคชัน หรือซอฟต์แวร์ มีการทำข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ดีพีเอ) ที่กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยไว้อย่างชัดเจนหรือไม่ รวมถึงมีการควบคุมผู้รับจ้างช่วงและการเข้าถึงข้อมูลอย่างรัดกุมเพียงใด

“รัฐควรให้ทบทวนโครงการของหน่วยงานรัฐที่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมากว่า มีการลบหรือทำลายข้อมูลเมื่อสิ้นสุดโครงการแล้วหรือไม่ รวมทั้งกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยีที่ผู้รับจ้างทุกระดับต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้ข้อมูลถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์อื่นนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน”

ดร.อุดมธิปก กล่าวต่อว่า รัฐบาลควรมอบหมายให้กรมบัญชีกลางกำหนดเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐใหม่ สำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล โดยกำหนดให้ต้องจัดทำสัญญาข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Data Processing Agreement (DPA) ทุกโครงการ กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างชัดเจน ห้ามผู้รับจ้างนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์อื่น และผลักดันให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ออกหลักเกณฑ์การประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Data Protection Impact Assessment (DPIA) สำหรับหน่วยงานของรัฐ เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลให้เทียบเท่าสากล

“ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดซ้ำอีก หากแม้แต่ข้อมูลของบุคคลระดับนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีก็ยังสร้างความกังวลได้ ยิ่งสะท้อนว่าประชาชนทั่วไปก็มีความเสี่ยงไม่ต่างกัน หน่วยงานรัฐต้องให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างจริงจัง และต้องมีความรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหาย” ดร.อุดมธิปก กล่าว