สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 232 ของกฎหมายขยายการค้าสหรัฐฉบับปี 2505 เพื่อสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปและพลังงานแสงอาทิตย์ภายในประเทศ ให้สามารถแข่งขันกับจีนในด้านปัญญาประดิษฐ์และพลังงาน


ทำเนียบขาวระบุในแถลงการณ์ว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้การผลิตโพลีซิลิคอนและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องในสหรัฐ มีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ และตอบโจทย์ความต้องการด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ


โพลีซิลิคอนเป็นซิลิคอนความบริสุทธิ์สูง ซึ่งอยู่ต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิตชิปและโซลาร์เซลล์ โดยผู้ผลิตจะนำไปแปรรูปเป็นเวเฟอร์ซิลิคอน ก่อนผลิตเป็นเซลล์และประกอบเป็นแผงโซลาร์เซลล์


โรงงานโซลาร์เซลล์ในสหรัฐกล่าวหาผู้ผลิตจีนมานานว่า ทุ่มตลาดสินค้าในสหรัฐ รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอย่างไม่เป็นธรรม และย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีของสหรัฐ


ปัจจุบัน สหรัฐมีโรงงานผลิตโพลีซิลิคอน 2 แห่ง ได้แก่ โรงงานของบริษัทเฮมล็อก เซมิคอนดักเตอร์ ในรัฐมิชิแกน และโรงงานของบริษัทแวกเกอร์ เคมี ในรัฐเทนเนสซี


ทั้งนี้ อุตสาหกรรมชิปของสหรัฐยังพึ่งพาตลาดโซลาร์เซลล์ เนื่องจากความต้องการโพลีซิลิคอนในภาคพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยสนับสนุนการผลิตวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมชิป โดยอุตสาหกรรมชิปคิดเป็น 2.4% ของความต้องการโพลีซิลิคอนทั่วโลก


ภาคการผลิตโซลาร์เซลล์ของสหรัฐขยายตัว หลังสภาคองเกรสออกมาตรการจูงใจทางภาษี เมื่อปี 2565 แต่การเติบโตส่วนใหญ่ยังอยู่ที่การประกอบแผง ทำให้ผู้ผลิตต้องพึ่งพาการนำเข้าเวเฟอร์และเซลล์จากต่างประเทศ


มาตรการคุ้มครองทางการค้าดังกล่าวจะเริ่มมีผลวันที่ 4 ธ.ค. นี้ โดยกำหนดราคานำเข้าขั้นต่ำของโพลีซิลิคอนที่ 21 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม และโพลีซิลิคอนอินกอตกับเวเฟอร์ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อกิโลกรัม ( ราว 3,312 บาท )


ส่วนเซลล์แสงอาทิตย์กำหนดราคาขั้นต่ำที่ 0.22 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัตต์ ( ราว 7.29 บาท ) และแผงโซลาร์เซลล์ที่ 0.38 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัตต์ ( ราว 12.59 บาท )


นอกจากนี้ คำสั่งดังกล่าวยังเปิดทางให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐจัดทำโครงการจูงใจ สำหรับบริษัทที่ลงทุนสร้างโรงงานผลิตโพลีซิลิคอนและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นระบบผสมระหว่างการกำหนดราคานำเข้าขั้นต่ำกับการเรียกเก็บภาษี.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS