สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ยอมรับตัวเลขเศรษฐกิจมหาภาคทั้ง GDP และอัตราเงินเฟ้อที่ผ่านมาไม่สะท้อนความจริงในชีวิตประจำวันของประชาชน เดินหน้ารื้อระบบข้อมูลประเทศ มุ่งสร้าง ‘Data Lake’ เชื่อมฐานข้อมูลภาครัฐกว่า 20 หน่วยงาน เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการแจกงบประมาณแบบ “หว่านแห” ไปสู่การช่วยเหลือเฉพาะบุคคลอย่างตรงจุด พร้อมเร่งช่วยเหลือเหยื่อที่ถูกแอบอ้างชื่อทำธุรกิจเลี่ยงภาษี

ชี้ตัวเลขเฉลี่ยไม่ตอบโจทย์  

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยในงานเสวนาวิชาการ FPO Symposium ซึ่งเป็นเวทีปูทางสู่การประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank – IMF) โดยระบุว่า ที่ผ่านมาสังคมมักตั้งคำถามถึงความย้อนแย้งระหว่างตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่เติบโต หรือเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ กับภาระค่าครองชีพและความยากลำบากที่ประชาชนสัมผัสจริง

การมองเพียงตัวเลขค่าเฉลี่ยทางเศรษฐกิจจึงไม่สามารถตอบโจทย์ความเดือดร้อนในระดับย่อยได้ ประกอบกับปัจจุบันประเทศต้องเผชิญวิกฤติพลังงาน ความกังวลเรื่องการขาดดุลแฝด (ทั้งงบประมาณและการชำระเงิน) และข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง ทำให้ภาครัฐไม่สามารถใช้นโยบายแจกจ่ายงบประมาณในลักษณะ “หว่านแห” ได้อีกต่อไป แต่ต้องเน้นความคุ้มค่าและมุ่งเป้าไปยังจุดที่ประสบปัญหาอย่างแท้จริง

สร้าง ‘Data Lake’  

สศค. จึงเร่งพัฒนาการนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประมวลผลอย่างเป็นระบบ โดยยกระดับจากบทเรียนโครงการ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เข้าสู่การจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Lake) ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงานภาครัฐกว่า 20 แห่งภายใต้ข้อกฎหมายที่รองรับ

การเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพฤติกรรม สภาพความเป็นอยู่ และช่วงวัย เพื่อออกแบบสวัสดิการให้ตรงจุดที่สุด โดยกลไกนี้นอกจากจะช่วยระบุกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำแล้ว ยังช่วยเปิดเผยความผิดปกติในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เร่งคืนสิทธิเหยื่อถูกสวมสิทธิ

นายวินิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ผ่านมา พบความผิดปกติ เช่น ผู้ถือบัตรมีชื่อเป็นกรรมการบริษัทหรือเป็นผู้ครอบครองยานพาหนะ แต่เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบกลับพบว่า ประชาชนไม่ได้มีฐานะร่ำรวย แต่ตกเป็นเหยื่อของการถูกนำชื่อไปแอบอ้างทำธุรกิจ และลงรายการรายจ่ายเท็จเพื่อเลี่ยงภาษีของกลุ่มนิติบุคคล

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลได้วางมาตรการช่วยเหลือดังนี้

  • คืนสิทธิสวัสดิการแก่ผู้เดือดร้อน : สำหรับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ ให้ยืนยันตัวตนและแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ก่อน โดยจะไม่ตัดสิทธิความช่วยเหลือในทันที
  • ดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด : เร่งบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มนิติบุคคลหรือผู้ประกอบการที่นำชื่อประชาชนไปแอบอ้างสร้างรายจ่ายเท็จ

การแยกแยะระหว่างผู้เดือดร้อนจริงกับผู้ฉวยโอกาส ถือเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องสิทธิของประชาชน และสร้างความเป็นธรรมในระบบสวัสดิการสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน