เมื่อวันที่ 7 ส.ค. จากกรณีนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ได้ระบุในระหว่างการอภิปรายงบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2569 ว่าจากที่ได้เดินทางไปท่องเที่ยวพักแรมในอุทยานแห่งชาติสิมิลัน จ.พังงา เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว พบว่าคุณภาพของการบริการและบ้านพักในอุทยานฯ เลวทรามมาก พร้อมทั้งยกตัวอย่างข้อจำกัดต่างๆ เช่น การปิดไฟในเวลา 20.00 น. สภาพเครื่องนอน ปริมาณน้ำใช้ สัญญาณอินเทอร์เน็ต ตลอดจนข้อเสนอแนะให้พิจารณานำรูปแบบการบริหารจัดการแบบเอกชนเข้าร่วมลงทุน (PPP) ซึ่งต่อมา นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ชี้แจงว่า อุทยานฯ สิมิลัน ประกาศปิดการพักค้างแรมตั้งแต่ปี 2561 เนื่องจากปัญหานักท่องเที่ยวล้นทะลัก จนสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศ พร้อมมีการตั้งกรรมการสอบสวนหัวหน้าอุทยานฯ สิมิลัน ว่าฝ่าฝืนประกาศกรมอุทยานฯ โดยอนุญาตให้คณะของนายวีระ พักค้างคืนหรือไม่นั้น

ต่อมา เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา นายวีระกล่าวชี้แจงในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ว่า ได้ขอโทษอธิบดีกรมอุทยานฯแล้วว่า เป็นความทรงจำของตนที่คลาดเคลื่อน เพราะตนไปหมู่เกาะสิมิลัน เมื่อปี 2560 ก่อนที่ทางราชการจะสั่งไม่ให้นักท่องเที่ยวพักค้างแรมบนเกาะในปี 2561 พร้อมขอให้อธิบดีกรมอุทยานฯ ไม่ตั้งกรรมการสอบสวนหัวหน้าอุทยานฯ สิมิลัน ขณะที่กรมอุทยานฯ ได้ตรวจสอบในเบื้องต้น โดยเปรียบเทียบภาพถ่ายคณะทัวร์ของนายวีระที่นำมาแสดงในห้องประชุม กมธ. โดยเปรียบเทียบการเติบโตของต้นมะพร้าวด้านหลังป้ายอุทยานฯ ในภาพถ่าย ตั้งแต่ช่วงเดือน มิ.ย.2561 ก่อนการประกาศปิดพักค้างแรมในเดือน ต.ค. ปีเดียวกัน มาจนถึงปัจจุบัน โดยคาดว่าคณะของนายวีระน่าจะเข้าไปเที่ยวในอุทยานฯ สิมิลันในช่วงปี 2563-2565 นั้น

ล่าสุดในวันที่ 7 ส.ค. นายวีระ ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ที่เห็นและเป็นไป (Being and Nothingness) ในห้วงเวลา 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรมากกว่าที่ผมคิดเอาไว้เยอะมาก แม้จะมีเจตนาและความต้้งใจที่ดีในการจะทำอะไรก็ตามที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็อาจจะทำให้เกิดผลทั้งทางดีและทางร้ายได้เช่นกัน ในกรณีของผมเมื่อย้อนกลับไปทบทวนแล้ว ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมีต้นตอมาจาก “สัญญาวิปลาส” เป็นเรื่องความทรงจำที่คลาดเคลื่อนเป็นสำคัญ ในกรณีนี้เป็นเรื่อง “วันเวลา” เหตุเป็นเพราะผมไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดลงไป เมื่อมาเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นก็ทำให้เกิดความผิดพลาดในการสื่อสารและส่งผลกระทบตามมาอย่างที่ทราบกัน

อันนี้ถือเป็นบทเรียนที่มีราคาแพงสำหรับผม เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ แต่อดีตเราแก้ไขไม่ได้ ปัจจุบันก็แค่ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ต้องไปกังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจนเกินเหตุเกินการณ์ ในเวลาเดียวกันในโลกของข้อมูลข่าวสารซึ่งขับเคลื่อนด้วยโทสะ โลภะ และโมหะ อย่างที่ผมเคยสรุปรวบยอดไปก่อนหน้านี้ เห็นได้ชัดว่าผลที่ตามมามีความเร็วและความรุนแรง ดังนั้นจึงส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งทางดีและทางร้าย แม้ผมจะใช้หลักปฏิสัมภิทา 4 ในเวลาสื่อสารกับคนอื่นอยู่เป็นประจำก็จริง แต่ในแง่ปุถุชน ถ้าหากประมาทในเนื้อหาสาระอันเป็นข้อเท็จจริงแล้ว ที่เรียกว่า “อรรถปฏิสัมภิทา” ซึ่งเป็นต้นทางที่สำคัญมาก ก็อาจจะมีความผิดพลาดตามมาได้ แต่ผมเป็นคนตรงไปตรงมาครับ ถ้าทำอะไรผิดพลาดไปผมก็เสียใจ ถ้าต้องขอโทษ ถ้าต้องขออภัย ถ้าต้องทำอะไรเพื่อแก้ไข ผมก็ทำด้วยความเต็มใจไม่มีมานะทิฏฐิ นี่คงไม่ใช่ครั้งแรกและไม่ใช่คร้้งสุดท้าย แต่อะไรที่ทำไปแล้วเป็นผลดี ถ้าทำได้ ผมก็จะทำต่อไป ไม่หวั่นไหวเช่นกัน

ผมแยกแยะแบบนี้แหละครับ กรรมดำก็กรรมดำ กรรมขาวก็กรรมขาว ไม่มีการหักล้างกัน เพียงแต่จะมีกรรมไหนมากกว่า สิ่งที่ปรากฏออกมาก็จะเห็นเป็นขาวมากขาวน้อย เทามากเทาน้อยและดำมากดำน้อย เมื่อเราทำอะไรลงไป (กรรม) สิ่งที่ตามมา (วิบาก) ก็เป็นเรื่องที่ต้องรับผล (เสวย) อันนี้เวลาพูดเวลาอ่านแล้วเข้าใจง่าย แต่ภาคปฏิบัติเวลาเผชิญหน้าต้องบอกเลยครับว่ายากอยู่เหมือนกัน แน่นอนสิ่งที่เราทำย่อมมีคนชอบ (สรรเสริญเยินยอ) มีคนชัง (นินทาว่าร้าย) อันนี้ผมรู้เท่าทันแน่นอน และมีปฏิกิริยาตอบกลับเหมือนกับคนอื่นๆ เวลามีคนชอบมีคนชัง ไม่ว่าปรโตโฆสะ (เสียงจากภายนอก) นั้น จะมาจากกัลยาณมิตรหรือปาปมิตรก็ตามทีผมก็พยายามไม่ให้ฟูจนเกินไปและไม่ให้แฟบจนเกินเหตุ

เมื่อทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไม่เข้าข้างตัวเอง ผมมั่นใจว่าสิ่งที่ผมทำในการทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการงบประมาณรายจ่ายประจำปี 70 และงานอื่นที่ทำเป็นประจำ ย่อมมีทั้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ไม่น้อย แม้จะมีท่วงทำนองที่อาจจะไม่เหมาะสมไปบ้าง แต่ก็มีบางสิ่งที่อาจจะเป็นข้อผิดพลาดในการสื่อสารของผมเองที่กลายเป็นปัญหาขึ้นมา

แต่ก็อย่างที่ผมบอกกับตัวเองเสมอ ถ่องคาถาอย่าโอหัง อย่าประมาทอยู่เป็นประจำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำได้ตลอดเวลาเช่นกัน สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ยิ่งต้องเน้นสองเรื่องนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนับจากนี้ไป ผมก็ยังดำเนินชีวิตไปตามปกติ อะไรที่ต้องทำก็ทำต่อไป อะไรที่ควรทำก็ทำต่อไป อะไรที่อยากทำก็ทำต่อไป สำหรับผม “ทุกข์เป็นเรื่องสำหรับเห็นและเรียนรู้ ” ส่วน “สุขเป็นเรื่องสำหรับเป็นและเสพ ” อยากบอกความในใจแต่เพียงเท่านี้ครับ

ด้านนายอรรถพล แชร์โพสต์ดังกล่าวของนายวีระ ในเฟซบุ๊กของตัวเอง พร้อมข้อความระบุว่า “ขอบคุณในคำแนะนำของท่านอาจารย์ เช่นกันครับ”

จากนั้น นายอรรถพล ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงกรณีที่นายวีระขอให้กรมอุทยานฯ และขอให้ยกเลิกการตั้งคณะกรรมการสอบหัวหน้าอุทยานฯ สิมิลัน ว่า หลังนายวีระออกมาขอโทษ ตนก็ไม่ได้ติดใจหรือถือโทษอะไรแล้ว ที่ผ่านมาต้องทำเพื่อปกป้ององค์กรและความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ ส่วนการขอให้ยกเลิกการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหัวหน้าอุทยานฯ สิมิลันนั้น กรมอุทยานฯ ไม่ได้ตั้งคณะกรรมการสอบเอง แต่มอบหมายให้ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ (สบอ.) 5 นครศรีธรรมราช พิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

อย่างไรก็ตาม ส่วนในโลกโซเชียลได้มีการเผยแพร่กำหนดการจัดทริปท่องเที่ยวจากเพจเฟซบุ๊ก “คุยได้คุยดี 96.5 fm – Fanpage” ซึ่งมักนำเสนอกิจกรรมและการจัดรายการวิเคราะห์ข่าวสารของนายวีระ ที่โพสต์ไว้ตั้งแต่ปี 2565 ระบุข้อความว่า ทริปใหม่!!! 23-26 เม.ย. 65 (สี่วันสามคืน) ภูเก็ต-พังงา คร่าวๆ เขาหลัก เขาตะปู เขาพิงกัน เกาะห้อง หมู่เกาะสิมิลัน รับ 30 คนเท่านั้น (ราวสามหมื่นกว่า) โทรก่อน จองก่อน ไม่สู้จ่ายไวได้ไปชัวร์ # คุยได้คุยดี 28 มี.ค. 65 นอกจากนั้นโซเชียลยังได้มีการแชร์ภาพการท่องเที่ยวอุทยานฯ สิมิลันของนายวีระและคณะในวันที่ 25 เม.ย.2565 อีกด้วย ขณะนี้ เพจดังกล่าวได้ขึ้นรูปโปรไฟล์ว่า เพจนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับอาจารย์วีระและคลื่นนะครับ ติดตามอาจารย์ได้ที่สำนักพิมพ์โรนิน.