เมื่อวลา 10.00 น.วันที่ 7 ส.ค.69  ที่ศูนย์บำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งที่ 1 ตำบลเฮียนบ่าย กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร นำคณะผู้แทนรัฐสภาไทย พร้อมด้วย น.ส.อุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย ศึกษาดูงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมี พันตำรวจเอกอาวุโส เหงวียน ดึ๊ก ลอง (Senior Colonel Nguyen Duc Long) รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลฮานอย ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ยาเสพติด ตลอดจนแนวทางการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของกรุงฮานอย

พ.ต.อ.อาวุโส เหงวียน ดึ๊ก ลอง กล่าวต้อนรับคณะผู้แทนรัฐสภาไทย พร้อมย้ำว่าความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับเวียดนาม ภายใต้กรอบความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน โดยเชื่อมั่นว่าการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือในการรับมือกับภัยคุกคามข้ามชาติ ทั้งการค้ายาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และความมั่นคงทางไซเบอร์ ซึ่งล้วนเป็นความท้าทายร่วมของทั้งสองประเทศและภูมิภาคอาเซียน

นายโสภณ  กล่าวว่า การเดินทางเยือนเวียดนามในครั้งนี้ ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเวียดนาม มีวัตถุประสงค์สำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีในประเด็นด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ พร้อมแสดงความสนใจต่อระบบการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของเวียดนาม เพื่อนำแนวทางที่เหมาะสมมาศึกษาและประยุกต์ใช้ในการพัฒนานโยบายและกฎหมายของประเทศไทย

โอกาสนี้ คณะผู้แทนรัฐสภาไทยได้สอบถามเกี่ยวกับแนวทางการกำหนดบทลงโทษตามกฎหมายสำหรับผู้ค้ายาเสพติดและผู้ลักลอบขนส่งยาเสพติด หลักเกณฑ์การจำแนกผู้เสพและผู้ค้า ตลอดจนระบบการบำบัดฟื้นฟู การติดตามผล และการเตรียมความพร้อมในการคืนผู้ผ่านการบำบัดสู่สังคม

ฝ่ายเวียดนาม ได้บรรยายว่า นโยบายของเวียดนามยึดหลักการว่า “ผู้เสพยาเสพติดคือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษา” โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการบำบัดฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ติดยาเสพติดสามารถกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติ ขณะที่ผู้ค้ายาเสพติดและผู้ลักลอบขนส่งยาเสพติดถือเป็นผู้กระทำความผิดทางอาญาและต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ซึ่งในความผิดร้ายแรงอาจมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

ปัจจุบัน เวียดนามมีศูนย์บำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยศูนย์แห่งที่ 1 กรุงฮานอย มีผู้เข้ารับการบำบัดประมาณ 1,900 คน การเข้ารับการบำบัดแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การสมัครใจเข้ารับการบำบัด และการเข้ารับการบำบัดตามคำสั่งของหน่วยงานรัฐสำหรับผู้ที่ตรวจพบการเสพยาเสพติด ทั้งนี้ หลักสูตรการฟื้นฟูครอบคลุมการบำบัดทางการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย การให้คำปรึกษาด้านจิตใจ การฝึกอาชีพ และการเตรียมความพร้อมก่อนกลับคืนสู่สังคม โดยผู้เสพครั้งแรกใช้ระยะเวลาบำบัดประมาณ 2 ปี ส่วนผู้กระทำผิดซ้ำจะเข้าสู่กระบวนการบำบัดที่เข้มข้นยิ่งขึ้นและอาจมีความรับผิดทางอาญาควบคู่กัน

ฝ่ายเวียดนามยังได้กล่าวถึงเป้าหมายในการขับเคลื่อนกรุงฮานอยสู่การเป็นเมืองปลอดยาเสพติดภายในปี 2573 พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามพรมแดน รวมถึงการลักลอบนำกัญชาเข้าสู่เวียดนาม ซึ่งยังคงเป็นพืชควบคุมตามกฎหมายของเวียดนาม และสามารถใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ได้เฉพาะกรณีที่ได้รับอนุญาตจากภาครัฐเท่านั้น

นายโสภณ กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญความท้าทายในการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในกลุ่มเยาวชน รวมถึงประเด็นการกำหนดสถานะทางกฎหมายของผู้เสพยาเสพติด ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงในเชิงนโยบาย จึงเห็นว่าประสบการณ์ของเวียดนามทั้งในด้านการบำบัดฟื้นฟูและการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของฝ่ายไทย และยืนยันว่ารัฐสภาไทยพร้อมผลักดันการพัฒนากฎหมายและกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การสกัดกั้นการลักลอบขนส่งยาเสพติดข้ามพรมแดน และการคุ้มครองเยาวชนจากภัยยาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม

ภายหลังการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น คณะผู้แทนรัฐสภาไทยได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์บำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ทั้งในด้านการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย การจัดกิจกรรมกีฬา การฝึกทักษะอาชีพ และการเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคม ซึ่งสะท้อนแนวทางการบูรณาการด้านสาธารณสุข สังคม และการพัฒนาทักษะอาชีพ เพื่อให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถกลับไปดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน.