วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนา ส่งเสริม และเผยแพร่เกษตรธรรมชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี คุณสุชาญ ศีลอำนวย เลขานุการมูลนิธิเอ็มโอเอไทย (MOA THAI Foundation) นายสังข์ กาญจนเพิ่มพูน ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วยผู้บริหารและบุคลากร สกร. จากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 กรมส่งเสริมการเรียนรู้

ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของ “เกษตรธรรมชาติ” ไม่ได้อยู่เพียงการงดใช้สารเคมี แต่เป็นการนำวงจรชีวิตของธรรมชาติและระบบนิเวศ (Ecosystem) มาเกื้อกูลกันอย่างสมดุล เพื่อสร้างความยั่งยืนทั้งต่อคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดย สกร. มุ่งให้การเรียนรู้ด้านเกษตรธรรมชาตินำไปสู่การปฏิบัติจริง และสามารถต่อยอดเป็นอาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชลบุรี จัดทำฐานข้อมูลและทำเนียบผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรธรรมชาติ โดยรวบรวมบุคลากรที่ผ่านการอบรมเกษตรธรรมชาติ ระดับสูง ณ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างเครือข่ายบุคลากรที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลสู่พื้นที่ต่าง ๆ พร้อมกำชับให้คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการนำองค์ความรู้กลับมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง เพื่อให้การใช้งบประมาณแผ่นดินเกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ขณะเดียวกัน อธิบดี สกร. ได้มอบหมายให้ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน (ศฝช.) ทั่วประเทศ สำรวจและจัดทำผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยเฉพาะพื้นที่รกร้างหรือพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อนำมาพัฒนาเป็น “แปลงเรียนรู้เกษตรธรรมชาติ” สำหรับประชาชน ชุมชน และครอบครัว ภายใต้แนวคิด “Learn to Earn” เรียนรู้แล้วสร้างรายได้จริง

แนวทางดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาเรียนรู้ตั้งแต่การปลูกพืชผัก การทำเกษตรธรรมชาติ ไปจนถึงการนำผลผลิตไปจำหน่ายสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดจะเข้ามามีบทบาทสนับสนุนทั้งด้านการตลาด การแปรรูป และการเพิ่มมูลค่าผลผลิต เพื่อยกระดับ ศฝช. ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่มีชีวิต เป็นแหล่งสร้างอาชีพ และเป็นที่พึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง

“เกษตรธรรมชาติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพ การจัดการเรียนรู้จึงต้องเน้นการปฏิบัติจริง มีหลักสูตรที่เหมาะสม และสามารถประเมินผลสัมฤทธิ์จากสิ่งที่ผู้เรียนทำได้จริง”

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายขยายผลการดำเนินงานไปยังจังหวัดและพื้นที่ที่มีความพร้อม โดยนำเทคโนโลยีและสื่อออนไลน์มาใช้สนับสนุนการเรียนรู้ อาทิ คลิปวิดีโอและสื่อเตรียมความพร้อม เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเรียนรู้พื้นฐานก่อนเข้าสู่การอบรมในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรธรรมชาติเข้าถึงประชาชนได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

อธิบดี สกร. กล่าวในช่วงท้ายว่า การขับเคลื่อนความร่วมมือตามบันทึกข้อตกลง (MOU) จะต้องสร้างผลลัพธ์อย่างสมดุลทั้งด้าน “วัตถุ” และ “จิตใจ” กล่าวคือ นอกจากการสร้างผลผลิตทางการเกษตรที่ดีต่อสุขภาพ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้แล้ว ต้องคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจของผู้เรียนและผู้ปฏิบัติงานควบคู่กันไป

“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการได้ผลผลิตทางการเกษตร แต่ต้องทำให้คนมีความสุข มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทุกพื้นที่ที่ สกร. เข้าไปขับเคลื่อนต้องเป็นทั้งพื้นที่แห่งการเรียนรู้ พื้นที่ปลอดภัย และพื้นที่แห่งโอกาส เพื่อให้ประชาชนและชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมั่นคง”