เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยว่า นายกฯ มีนโยบายประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ครั้งแรกที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ช่วงวันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย. นี้ โดยวันที่ 31 ส.ค. จะเป็นการลงพื้นที่ จะเป็นเรื่องของ 5 จังหวัดภาคใต้ คือ จังหวัดสงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เพื่อแก้ปัญหาปากท้อง และผังเมืองที่ใช้มานาน ทั้งนี้ ตนประชุมไปเมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมา ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) ทั้ง 5 จังหวัด และภาคเอกชน เพื่อแจ้งให้เตรียมความพร้อม รวมถึงรวบรวมเอกสาร นำส่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และกระทรวงมหาดไทย
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า โดยในวันที่ 25 ส.ค. นี้ จะมีการประชุมสรุปอีกครั้ง โดยให้ทั้ง 5 จังหวัดนำเสนอโครงการที่คิดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงสิ่งที่ต้องการปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะเรื่องผังเมืองและโซนนิ่งที่ใช้มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ตรงไหนที่สมควรจะเปลี่ยน จะให้ภาคเอกชน 5 จังหวัด และ ผวจ. นำเสนอด้วย โดยไม่ได้พูดคุยเรื่องกรอบงบประมาณ เพราะเป็นเรื่องของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และเป็นเรื่องของภาคเอกชน ที่จะนำเสนอสิ่งที่อยากได้ และอยากทำ
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ เบื้องต้นสิ่งที่เสนอ จะเป็นการส่งเสริมอาชีพและการฟื้นเศรษฐกิจใน 5 จังหวัดภาคใต้ ว่าจะมีอาชีพเสริมอะไรบ้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะรายได้เฉลี่ยต่ำที่สุดของประเทศไทย ดังนั้น ในฐานะที่นายกฯ มอบหมายตนให้กำกับดูแลพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จึงถือโอกาสในการประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ นำเรื่อง 5 จังหวัดภาคใต้ มาพูดคุย และหาวิธีมาแก้ปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจปากท้องคนในพื้นที่
เมื่อถามต่อว่า จะเห็นภาพโครงการ Missing link ชัดเจนขึ้นหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จากการที่นายกฯ มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ได้พิจารณาเรื่องของแลนด์บริดจ์ เป็นอันว่าพักหรือยกเลิกไป ส่วนการบริหารจัดการท่าเรือระนองว่าเป็นอย่างไร คงต้องศึกษากันต่อ ตนให้กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ทำการศึกษาเพิ่มเติมว่า ความเหมาะสมของท่าเรือระนอง มีความเหมาะสมในการพัฒนา และการลงทุนโดยภาครัฐหรือไม่ หากไม่เหมาะสมจะใช้พื้นที่ไหน ให้ สนข. ไปสำรวจอีกครั้ง
นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ตนคงต้องหารือกับผู้ประท้วงเรื่องของแลนด์บริดจ์ ซึ่งมีการเซ็นเอ็มโอยูว่าจะไม่มีฟื้นคำว่าแลนด์บริดจ์ เมื่อนายเอกนิติยกเลิกคำว่าแลนด์บริดจ์ไปแล้วมันก็จบ แต่การสร้างท่าเรือฝั่งอันดามัน เป็นความสำคัญ และเป็นโอกาสของประเทศไทย ส่วนจะเลือกสร้างท่าเรือที่ไหนในชายฝั่งอันดามัน ต้องดูถึงความเหมาะสม ไล่ตั้งแต่จังหวัดสตูล กระบี่ ภูเก็ต พังงา และระนอง แต่สิ่งที่น่าจะเป็นเป็นไปไม่ได้เลยคือจังหวัดภูเก็ต เพราะเป็นเกาะกลางทะเล คงไม่มีความเหมาะสมสำหรับการสร้างท่าเรือสำหรับการขนส่งสินค้า แต่ท่าเรือสำหรับการท่องเที่ยวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะท่าเรือสำหรับการขนส่ง หรือ Missing link จะต้องเชื่อมโยงให้ได้กับการขนส่งระบบราง
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนโครงการ Missing Link นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งผลักดัน และเดินหน้าโครงการให้ได้ เพื่อให้โครงข่ายระบบรางสามารถเชื่อมโยงการเดินทาง และการขนส่งได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ข้อเสนอเรื่องการพัฒนาเส้นทางรถไฟเพื่อเชื่อมโยงไปยังพื้นที่ฝั่งอันดามัน เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ รฟท. อยู่ระหว่างการศึกษา โดยจะต้องรอผลการศึกษาก่อนว่าจะสามารถดำเนินการในรูปแบบใด และมีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด
เมื่อถามด้วยว่ากังวลหรือไม่ ม็อบยกระดับอีอีซีและ SEC ด้วยหากไม่เป็นไปตามเงื่อนไข นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่เข้าใจว่าตอนนี้ม็อบมาทำไม เพราะ EEC จบไปตั้งนานแล้ว ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วน SEC นายเอกนิติก็ประกาศยกเลิกไปแล้ว จึงไม่เข้าใจว่าผู้ประท้วงต้องการอะไร ถ้าต้องการอะไร ให้มาคุยกับตนโดยตรงก็ได้ ขอฝากผู้ที่มาประท้วงถึงวัตถุประสงค์ว่าต้องการอะไร ปัญหาคืออะไร คำว่า SEC จบไปแล้ว จะมาฟื้นฝอยเพื่ออะไร ขอพูดอย่างตรงไปตรงมา เพราะ SEC กับ Missing link เป็นคนละเรื่องกัน โดยที่เรื่อง Missing ink ยังเป็นการหารือร่วมกัน
“อยากให้ผู้ประท้วงมาพูดคุยกัน อย่าประท้วง เพราะจะเสียเวลาทุกฝ่าย ต่างคนต่างมีภารกิจต้องดำเนินการต่อ อะไรที่ไม่เข้าใจต้องคุยกัน ไม่ใช่เอากฎหมู่มาประท้วง และจะทำอะไรก็ไม่แจ้งให้ชัดเจน มีอะไรทำจดหมายถึงผมได้ พร้อมรับ และพูดคุยตลอดเวลา สะดวกที่สุดก็ไปที่กระทรวงคมนาคม อย่ามาอยู่แถวหน้าทำเนียบรัฐบาล เพราะทำเนียบรัฐบาลเป็นหน้าตาของประเทศไทย” นายพิพัฒน์ กล่าว.



