เมื่อเวลา 06.45 น. วันที่ 12 ส.ค. ที่ท้องสนามหลวง นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงกรณีเด็กนักเรียนที่มีการก่อเหตุยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ซึ่งจากการตรวจสอบของตำรวจพบว่าเด็กคนดังกล่าวได้เข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหารุนแรง จนอาจนำไปสู่การก่อเหตุ ว่า เรื่องนี้ตนได้รับข้อมูลจากสื่อมวลชนว่า เว็บไซต์ที่ดูเป็น Dark Web ที่มีเนื้อหาฆาตกรรม แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ซึ่งเป็นการเข้าดูยูทูป (Youtube) ที่มีเนื้อหาเป็นสารคดีให้ความรู้ เพราะจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า เด็กคนดังกล่าวได้เข้าเว็บไซต์อะไรบ้าง ซึ่งสิ่งที่ตรวจพบเป็นคอนเทนต์ปกติ และเป็นเว็บไซต์สารคดี ไม่ได้เป็นคอนเทนต์ ที่มีความรุนแรงอย่างที่ทุกคนจินตนาการ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่เราจะไปปิดกั้น หรือห้ามได้
นายไชยชนก กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีการพูดคุยกับหลายแพลตฟอร์ม และบริษัท ที่เป็น Protection Policy ไม่ว่าจะเป็นบริษัท แอปเปิ้ล (Apple) หรือบริษัท เมต้า (Meta) ซึ่งได้พูดคุยเกี่ยวกับยกระดับการป้องกันอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้เบื้องต้นที่ได้พูดคุยกับบริษัท แอปเปิ้ลว่าจะมีการปรับเงื่อนไข และจะมีการเปลี่ยนโหมดนโยบายปกป้องเด็ก ส่วนแพลตฟอร์มอื่นๆอยู่ระหว่างพูดคุย
เมื่อถามว่า กระทรวงดีอีเล็งเห็นปัญหานี้ก่อนที่จะเกิดเหตุใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ใช่ เพราะว่าไม่ได้มองแค่เฉพาะกรณีเหตุที่เกิดขึ้น แต่มองถึงการเข้าถึงคอนเทนต์โดยรวม, เอไอ, ข่าวปลอม และสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราให้ความสนใจอยู่แล้ว
เมื่อถามย้ำว่า แนวทางที่จะป้องกันได้ คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ หลังจากได้เดินหน้าพูดคุยกับแพลตฟอร์มต่างๆแล้ว นายไชยชนก กล่าวว่า สุดท้ายแล้วก็ยังมีเรื่องของใช้บัญชีผู้ใช้ของพ่อแม่ ในการเข้าถึงอยู่ดี แต่สิ่งที่เราทำก็คือว่า จะได้มีการป้องกันในระดับแรกจากการเข้าถึงเว็บไซต์
เมื่อถามอีกว่า เว็บไซต์ที่เด็กที่ก่อเหตุเข้าถึงก่อนก่อเหตุเป็นเว็บไซต์ปกติใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เป็นยูทูป และเป็นการเข้าไปดูเว็บไซต์ขั้นพื้นฐาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเว็บไซต์ให้ความรู้ แต่ในกรณีนี้ตนไม่สามารถวินิจฉัยได้ อย่างไรก็ตามการที่เด็กคนดังกล่าวไปค้นหาดู ก่อนจะก่อเหตุ คิดว่า เป็นสิ่งที่เด็กคนนั้นได้ตัดสินใจไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำ เมื่อรู้ว่า เด็กมีบัญชีผู้ใช้เกมหนึ่ง และสร้างร้านปืนขึ้นมา จึงได้ติดต่อไปยังสมาคมเกม แต่ไม่ใช่เพื่อแบน หรือบล็อก แต่จะเป็นการหาแนวทางร่วมกัน เพราะส่วนตัวก็คิดว่า บริษัท เกม สามารถให้ความร่วมมือในการตรวจสอบว่า มีบัญชีผู้ใช้ไหนที่สุ่มเสี่ยง หรือตรวจสอบว่า มีบัญชีผู้ใช้ไหนมีพฤติกรรมให้ความสนใจ เรื่องปืนเป็นพิเศษ ก็สามารถให้ข้อมูลมายังหน่วยงานภาครัฐได้ เพื่อที่จะป้องกันล่วงหน้า.



