นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ที่มีนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เป็นประธาน มีมติเห็นชอบดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ ระยะ(เฟส)ที่ 2 สายใต้ 3 โครงการ ได้แก่ 1.ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี 2.ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่–สงขลา และ 3.ช่วงชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ วงเงินรวม 122,720.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18,254.80 ล้านบาท จากวงเงินเดิม 104,465.94 ล้านบาท โดยสาเหตุที่วงเงินเพิ่มขึัน เนื่องจากได้มีการทบทวนราคาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อาทิ ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และการปรับแบบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

นายอนันต์ กล่าวอีกว่า รฟท. ได้ปรับแบบช่วงก่อนเข้าหาดใหญ่ เลยจากบริเวณ คลอง ร.1 โดยจากระดับดินเป็นสะพานบก ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร(กม.) และเป็นคันดินประมาณ 2 กม. เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม และเสันทางรถไฟในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา ถูกตัดขาด พร้อมกันนี้ได้ปรับแผนเปลี่ยนแปลงงาน โดยตัดช่วงหาดใญ่-สงขลา ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายของช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่–สงขลา ออกไปก่อน เนื่องจากยังไม่มีความพร้อมในเรื่องพื้นที่ เพราะมีการบุกรุกพื้นที่ตามแนวเส้นทางอยู่ค่อนข้างมาก จึงจะพิจารณาดำเนินการในระยะถัดไปหลังจากก่อสร้างส่วนหลักแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตามตลอดแนวเส้นทางทั้ง 3 โครงการ มีพื้นที่บุกรุกประมาณ 300 ชุมชน โดยเฉพาะช่วงหาดใหญ่-สงขลา มีจำนวนมากที่สุด

นายอนันต์ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 สายใต้ จำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย 1.ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงินเดิม 30,422.53 ล้านบาท วงเงินใหม่ 36,892.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,469.79 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 60 เดือน เริ่มก่อสร้างเดือน ก.ค.2570 แล้วเสร็จเดือน มิ.ย.2575, 2.ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่–สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงินเดิม 66,270.51 ล้านบาท วงเงินใหม่ 77,456.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,186.46 ล้านบาท

โดยโครงการนี้จะแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่ ระยะทาง 291 กม. วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 72 เดือน เริ่มสร้างเดือน ก.ค.2570 แล้วเสร็จเดือน มิ.ย.2576 และ ช่วงชุมทางหาดใหญ่–สงขลา ระยะทาง 30 กม. 15,922.42 ล้านบาท ดำเนินการภายหลัง และ 3.ช่วงชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงินเดิม 7,772.90 ล้านบาท วงเงินใหม่ 8,371.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 598.55 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 48 เดือน เริ่มก่อสร้างเดือน ก.ค.2570 แล้วเสร็จเดือน มิ.ย.2574 เบื้องต้น รฟท. จะเสนอโครงการฯ ไปยังกระทรวงคมนาคมภายในสัปดาห์นี้ เพื่อให้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ต่อไป ซึ่งเร็วที่สุดคาดว่าจะเป็นการประชุม ครม.สัญจร ช่วงปลายเดือน ส.ค.2569

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า หากที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบ รฟท. จะเร่งจัดทำร่างขอบเขตงาน คาดว่าจะสามารถเปิดประกวดราคา(ประมูล) หาผู้รับจ้างในช่วงต้นปี 2570 โดยเบื้องจะประมูลพร้อมกันทั้ง 3 โครงการ ได้แก่ ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี จำนวน 1 สัญญา, ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่ จำนวน 2 สัญญา และช่วงหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ จำนวน 1 สัญญา อย่างไรก็ตามในส่วนของรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) มีหมดอายุแล้ว 1 เส้นทาง ได้แก่ ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ซึ่งได้หารือกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) แล้ว โดยให้ รฟท. ทบทวนอัปเดตข้อมูล และมาตรการป้องกันต่างๆ ไม่ต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด และเสนอ สผ. พิจารณา

นายอนันต์ กล่าวด้วยว่า ส่วนรถไฟทางคู่ เฟสที่ 2 อีก 3 โครงการ ได้แก่ ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 281 กม. วงเงินประมาณ 81,143 ล้านบาท, ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 308 กม. วงเงิน 44,095 ล้านบาท และช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. วงเงิน 68,222 ล้านบาท ขณะนี้ รฟท. อยู่ระหว่างเร่งจัดทำข้อมูลชี้แจงเพิ่มเติม เสนอต่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หรือสภาพัฒน์ภายในปี 2569 โดยเรื่องที่สภาพัฒน์ขอให้ รฟท. ชี้แจง อาทิ ความคุ้มค่าในการลงทุน ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร การขนส่งสินค้า และปริมาณรถที่จะนำมาให้บริการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาเรื่องการจัดหาขบวนรถใหม่ของ รฟท. ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาพัฒน์ แล้วจะนำขบวนรถใดมาเดินรถ นายอนันต์ กล่าวว่า ต้องแยกเป็น 2 ส่วน หลักการของภาครัฐจะมองเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่วน รฟท. ก็ต้องไปจัดหารถมาเดินรถ ไม่ว่าจะเป็น การจัดหาเอง หรือการเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมเดินรถ(Open Access) ซึ่งขณะนี้ รฟท. ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ.