นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) กล่าวถึงโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ว่า โครงการนี้จะช่วยรับภาระ จ่ายดอกเบี้ยให้ร้อยละ 50 โดยมุ่งหวังให้เป็นนโยบายเชิงรุกในการลดภาระค่าใช้จ่ายและแก้ปัญหาหนี้สิน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนฐานรากตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

นางสุขสมรวย กล่าวอีกว่า วงหมอลำชื่อดัง “ระเบียบวาทะศิลป์” เป็นหนึ่งในประจักษ์พยานตัวจริงและถือเป็นต้นแบบของสมาชิกกองทุนหมู่บ้านที่มีวินัยทางการเงิน โดยสามารถนำเงินทุนที่กู้ยืมไปต่อยอดประกอบอาชีพจนประสบความสำเร็จในระดับประเทศ มีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ตนจึงนำเรื่องราวความสำเร็จนี้มานำเสนอให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบ ในพิธีเปิดตัวโครงการเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการให้โอกาสทางการเงินจากกองทุนหมู่บ้านเพียงไม่กี่หมื่นบาทซึ่งเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในระดับชุมชน สามารถช่วยให้สร้างอาชีพที่มั่นคง และช่วยเหลือให้เกิดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจฐานรากได้จริง

“เวลาลงพื้นที่ไปเห็นกองทุนที่มีสถานะการเงินดี ก็รู้สึกภาคภูมิใจว่า เงินอัดฉีดเพิ่มทุนจากรัฐบาลเพียง 2 ล้านบาท ปัจจุบันสมาชิกสามารถบริหารจนเติบโตเป็นเงินหมุนเวียนถึง 10 ล้านบาท” นางสุขสมรวย กล่าว

ด้าน “พ่อเอ๊ะ” ภักดี พลล้ำ ผู้บริหารและหัวหน้าวงระเบียบวาทะศิลป์ เปิดเผยถึงเบื้องหลังความสำเร็จของวงว่า กองทุนหมู่บ้านมีบทบาทสำคัญอย่างมากในช่วงก่อร่างสร้างวง เนื่องจากในขณะนั้นไม่มีหลักทรัพย์
ค้ำประกันในการขอกู้เงินจากธนาคาร และต้องเผชิญกับปัญหาหนี้นอกระบบ ครอบครัวของตนซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนหมู่บ้านอยู่ 4-5 คน จึงตัดสินใจใช้สิทธิกู้เงินมาคนละ 20,000 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 60,000 บาท ซึ่งเงินก้อนนี้ถือเป็นทุนตั้งต้นสำคัญที่นำมาพัฒนาวงหมอลำจนเติบโตและมีชื่อเสียงอย่างในปัจจุบัน

“การมีกองทุนหมู่บ้านช่วยให้เราไม่ต้องไปพึ่งพิงเงินกู้นอกระบบที่อันตรายและมีดอกเบี้ยสูงมหาโหด นอกจากนี้ ยังถือเป็นช่องทางสำคัญในการสนับสนุนงานศิลปะพื้นบ้าน ซึ่งเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสพัฒนาและต่อยอดอาชีพของตนเองได้อย่างยั่งยืน” หัวหน้าวงระเบียบวาทะศิลป์ กล่าวทิ้งท้าย.