เมื่อวันที่ 13 ส.ค. องค์กร Protection International (PI) รายงานว่า วันที่ 13 ส.ค.นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเคลื่อนไหวภาคประชาชน โดยเมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา ตัวแทนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมจากเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งจำนวนกว่า 20 คน ได้ตั้งขบวนบริเวณประตู 2 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนจะเดินขบวนข้ามฝั่งมายังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) พร้อมกับเอกสารรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้คัดค้านโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กว่า 11,200 รายชื่อ

การเดินขบวนครั้งนี้เป็นการขอใช้สิทธิตามมาตรา 4(3) แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อเข้ายื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเรียกร้องให้พิจารณามีมติยุติการขยายพื้นที่ EEC เข้ามาใน จ.ปราจีนบุรี โดยมีรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นตัวแทนมารับหนังสือแทน

นายสุนทร คมคาย นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม จ.ปราจีนบุรี ตัวแทนเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง เปิดเผยว่า การมายื่นหนังสือในวันนี้มีเป้าหมายเดียวคือต้องการคำตอบที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะถอดปราจีนบุรีออกจากโครงการ EEC หรือไม่ ที่ผ่านมาพวกเราได้เรียกร้องเรื่องนี้มานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว แต่กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ จากภาครัฐ

นายสุนทร กล่าวถึงวิกฤติสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ว่า ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. ปราจีนบุรีเจอปัญหาหนักมาก ทั้งขบวนการลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรม การขอใบอนุญาตตั้งโรงงานขยะ ทุนจีนที่บุกเข้ามาตั้งโรงงาน มีการปล่อยมลพิษควันท่วมเมืองจนส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน แต่ที่น่าเศร้าคือนักการเมืองท้องถิ่นและผู้ว่าราชการจังหวัดกลับไปร่วมงานวางศิลาฤกษ์โรงงานเหล่านี้ โดยไม่เคยลงพื้นที่มาดูความเดือดร้อนจุดที่มีการลักลอบทิ้งขยะเลย วันนี้เราจึงขอเรียกร้องนายกฯ ว่าอย่าทำร้ายพี่น้องปราจีนบุรีไปมากกว่านี้

ด้านอรชา จันทร์เดช ตัวแทนผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนภาคตะวันออกจากเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง กล่าวว่า การมาทำเนียบรัฐบาลวันนี้คือการมาทวงถามและติดตามความคืบหน้า ซึ่งทางกลุ่มจะไม่รอคอยอย่างไร้จุดหมายอีกต่อไป หากภายใน 2-3 วันนี้ยังไม่มีการตัดสินใจที่ชัดเจนจากรัฐบาล ทางเครือข่ายฯ มีมติร่วมกันว่าจะไปปักหลักรอคำตอบที่ศาลากลาง จ.ปราจีนบุรี ในวันที่ 17 ส.ค. นี้

ขณะที่นางพิสมัย ทองโบราณ จากเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรงหนึ่งในสมาชิกของเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ได้กล่าวถึงความยากลำบากและอันตรายของการออกมาเคลื่อนไหว โดยระบุว่า สองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนของเครือข่ายฯ ต้องเผชิญกับการถูกข่มขู่ถึงขั้น มีค่าหัวคนละ 2 ล้านบาท เพียงเพราะออกมาปกป้องสิ่งแวดล้อมและประเทศชาติ

“วันนี้เราแบกความหวังของคนทั้งจังหวัดหมื่นกว่ารายชื่อมาที่นี่ ถ้าอีอีซีเข้ามา สิ่งที่ตามมาคือมลพิษและขยะเหม็นที่พวกเราและลูกหลานต้องทนดมไปตลอดชีวิต เราไม่อยากขายแผ่นดินให้ต่างชาติ ไม่อยากนำมลพิษเข้าบ้านเกิด ถ้ารัฐบาลยังไม่ขยับ พวกเราชาวปราจีนบุรีจะลุกขึ้นสู้” นางพิสมัย กล่าว

ในตอนท้าย ตัวแทนเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งได้ประกาศยกระดับการเคลื่อนไหว หากรัฐบาลและนายกรัฐมนตรียังไม่มีคำตอบในการยุติโครงการ EEC ในพื้นที่ ขอเชิญชวนพี่น้องชาวปราจีนบุรีและผู้ที่รักหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ ออกมารวมพลังครั้งใหญ่ในวันที่ 17 ส.ค. นี้  ที่ศาลากลาง จ.ปราจีนบุรี โดยทางกลุ่มยืนยันว่าจะปักหลักชุมนุมและจะไม่เดินทางกลับ จนกว่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนในการปกป้องบ้านเกิดของตนเอง