เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570  ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ รองประธาน กมธ. คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในการประชุม โดยเป็นการพิจารณา มาตรา 25 กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานในกำกับ 16 หน่วยงาน 3 กองทุน

ทั้งนี้ กมธ. ได้ตั้งข้อสังเกตและซักถามในประเด็นต่างๆ โดย น.ส.วทันยา บุนนาค กมธ. กล่าวว่า อยากสอบถามในประเด็นการขาดสภาพคล่องของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในงบปีงบ 68 ซึ่งตัวเลขที่ทาง สปสช. สรุปในรายงานงบการเงินมาก็จะเห็นตัวเลขการขาดทุนกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท เข้าใจว่าในปี 69 ทางหน่วยงานได้ตั้งงบขอสนับสนุนให้ครอบคลุมค่าใช้จ่าย แต่ยังประสบปัญหาสภาพคล่องของกองทุนยังไม่เพียงพอ จึงทำให้เกิดความกังวลในส่วนของงบปี 70 ถึงแม้หน่วยงานจะขอตั้งงบมาทั้งหมดถึง 2.14 แสนล้านบาท แต่จากที่เราเห็น ครม. ได้มีการพูดถึงการอนุมัติงบอยู่ประมาณ 2.89 แสนล้านบาท ในขณะที่คำขอของบอร์ด สปสช. ที่ขอเข้ามาสูงถึง 3.2 แสนล้านบาท จึงอยากทราบว่าสรุปแล้วในแง่ของสภาพคล่องของ สปสช. เป็นอย่างไร เพราะมีส่วนต่างค่อนข้างเยอะมาก และจะสามารถบริหารจัดการกองทุน ดูแลสุขภาพประชาชนอย่างครอบคลุมทั่วถึง และได้มาตรฐานอย่างแท้จริงหรือไม่

นางวทันยา กล่าวว่า นอกจากนี้ในส่วนของกรมการแพทย์ มีโครงการก่อสร้างศูนย์โรงพยาบาลผิวหนังที่ จ.บุรีรัมย์ 577 ล้านบาท ซึ่งในปี 2568 ตั้งงบประมาณไปแค่ 0 บาท แต่กระโดดมาตั้งอีกครั้งในปี 70 จำนวน 259 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของงบในปีเดียว นอกจากนี้ยังมีศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพที่ จ.ขอนแก่น 488 ล้านบาท ปี 70 ตั้งงบเอาไว้แค่ 0 บาท แต่กลายเป็นว่าผลักภาระคงค้างในปี 71 อยู่ที่ 162 ล้านบาท รวมถึงมีอาคารทันตกรรม สถาบันบริการทันตกรรม วงเงินทั้งหมด 620 ล้านบาท แต่ว่าตั้งงบปีแรกเพียงแค่ 23 ล้านบาท สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือจากการตั้งงบประมาณในช่วงปี 69-70 เพียงจำนวนน้อย ทำให้ในปีงบ 73 ภาระผูกพันที่กรมจะต้องรับสูงถึง 1,386 ล้านบาท หรือคิดเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับภาระในปี 70 จึงอยากทราบว่ากรมได้พิจารณาความเหมาะสมของการจัดทำงบประมาณตรงนี้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปถึงปี 73 ในแง่ของความสามารถ หรือการตั้งงบประมาณ กรมมั่นใจหรือไม่ว่าจะสามารถตั้งงบประมาณในเรื่องของค่าก่อสร้างเหล่านี้ได้อย่างที่ควรจะเป็น

นางวทันยา กล่าวว่า ที่สำคัญตนอยากตั้งข้อสังเกต สิ่งที่ตนมีความกังวลว่าการก่อสร้างอาคารใหม่ๆ เหล่านี้ มันทำให้กระทบต่อแผนการดำเนินงานต่างๆ ของกรม ยกตัวอย่างปีงบ 70 จะทำให้แผนงานสุขภาวะดีของกรมปรับลดลงถึงเกือบ 30% จึงเป็นห่วงในเรื่องความเหมาะสมของการใช้งบประมาณ สิ่งที่อยากถามกรมก็คือทำไมโครงการก่อสร้างที่ จ.บุรีรัมย์ และขอนแก่น ที่มีการตั้งงบแค่ 0 บาท แล้วไปตั้งโป่งในปี 70 ปี 71 อยากทราบว่าการดำเนินการมีปัญหาอะไร ทำไมงบจึงสะดุด และความมั่นใจในการตั้งงบกลับมา แปลว่าจะสามารถทำงานได้ตามแผนใช่หรือไม่ อีกทั้งในส่วนของสถาบันทันตกรรมวงเงิน 620 ล้านบาทนั้น ทางกรมได้มีการคำนวณความเหมาะสม จำนวนผู้ใช้บริการได้ครบถ้วนแล้วหรือไม่

ขณะที่นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ. กล่าวว่า ตนขอสอบถามไปยังกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรณีอาสาพยาบาล (อสพ.) ที่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์กันเป็นวงกว้างว่าจะมี อสพ. เกิดขึ้น เงินเดือน 1.5 หมื่นบาท อยากสอบถามกระทรวงสาธารณสุข คือเรามีอาสาสมัคร เรามีการดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพึง หรือผู้ที่เป็นกลุ่มเปราะบางในหลายๆ หน่วยงานด้วยกัน ซึ่งวันนี้เริ่มเกิดความสับสน ถ้าลองนับดูเรามี อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่เป็นอาสาสมัครของ กระทรวงสาธารณสุข อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ของกระทรวง พม. แคร์กิฟเวอร์ (Care giver : CG) ที่ดูแลโดย สปสช. นักบริบาลท้องถิ่น ที่อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย นักบริบาลคุ้มครองสิทธิ ของ พม. เป็นต้น

นายณัฐชา กล่าวว่า วันนี้ถ้าในพื้นที่ไหนมีครบทั้ง 6 หน่วยงาน เข้าไปดูแลพี่น้องประชาชน แทบจะแย่งกันดูแลหรือไม่ เพราะแต่ละกลุ่มเป้าหมายค่อนข้างซ้ำซ้อนกัน เราไปดูที่งบประมาณของ อสม. 2 หมื่นกว่าล้านบาท ที่เป็นงบปกติ แต่ในส่วนที่กำลังจะเพิ่มขึ้น 1.147 พันล้านบาท ที่จะนำไปอบรมคนที่จะมาเป็น อสพ. จำนวน 7,256 คน ซึ่งงบประมาณในการอบรมประมาณ 26 ล้านบาท ตกเป็นค่าอบรมซึ่งเป็นงานที่ อสม. และแคร์กิฟเวอร์ทำอยู่ แต่จะต้องเสียค่าอบรมอีกหัวละ 3,669 บาท/คน หลังจากนั้น ท่านบอกว่ามีงบอีก 1,121 ล้านบาท ในการสนับสนุนเข้าไปเดือนละ 1.5 หมื่นบาท แต่คิดเบ็ดเสร็จแล้วตามตัวเลขคนเข้าอบรม จะเหลืออยู่ที่ 1.2 หมื่นกว่าบาท  อย่างไรก็ตามควรกำหนดภาระหน้าที่ของแต่ละกลุ่มให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน วันนี้มันกระเบียดกระเสียรแค่แพมเพิส ชาวบ้านต้องจดไว้ หน่วยงานไหนให้เท่าไร 3 แผ่น หน่วยงานไหนให้ 4 แผ่น มันยิ่งเพิ่มความลำบากให้กับประชาชนมากกว่าความสะดวกสบาย

“วันนี้ถ้าจะดูแลให้เป็นระบบเดียวกัน ผมสนับสนุนเรื่องของแคร์กิฟเวอร์ ถ้าจะสนับสนุนหรือทำจริงให้ไปอัดฉีดแคร์กิฟเวอร์ ให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากขึ้น วันนี้แคร์กิฟเวอร์ทำงานอยู่แล้ว แต่ท่านกำลังจะไปคิดหน่วยงานใหม่ เพื่อตีตราว่าอันนี้ผลงานฉัน ผลงานรัฐบาลนี้ ผมคิดว่าอย่างนี้ไม่จบ และยิ่งซ้ำเติมเพิ่มภาระให้กับประชาชน ฝากกระทรวงสาธารณสุขว่าจะเอาอย่างไรกับเรื่องนี้ วันนี้งบประมาณคลอดออกมาแล้ว จะหาคนทันหรือไม่ภายใน 1 ปี 7,000 กว่าคน จบปริญญาตรี หรือพยาบาลเก่า เพราะวันนี้ให้ อสพ. เดือน 1.5หมื่น แล้วพยาบาลอาชีพจะทำอย่างไร” นายณัฐชา กล่าว

ด้าน น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ กมธ. ซักถามประเด็นงบประมาณ ว่า ต้องพูดถึงเรื่องธรรมาภิบาล เพราะครอบคลุมถึงการจัดสรร การใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด เริ่มจากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) สืบเนื่องจากรายงานผู้สอบบัญชีและรายงานการเงิน สิ้นสุด 30 ก.ย. 2568 ต้องเรียนว่า ตกใจว่า แม้จะไม่ใช่รายงานผู้สอบบัญชีครั้งแรกที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไม่ให้ความเห็น แต่ในเนื้อหารวม 11 ข้อที่อยู่ในเหตุผลที่ สตง. บอกว่า ที่ไม่สามารถให้ความเห็น เพราะไม่สามารถหาหลักฐานการสอบบัญชีที่เหมาะสมอย่างเพียงพอได้ เนื้อหาค่อนข้างรุนแรง ซึ่งข้อมูลตรงนี้ ณ วันที่ 30 ก.ย. 68 ไม่ทราบว่าตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ สถานการณ์เป็นอย่างไร ดีขึ้นหรือไม่ แต่คิดว่ากรรมาธิการฯ ปีงบหน้า คือ 2571 คาดหวังว่า รายงานผู้สอบบัญชี ณ 30 ก.ย. 2569 ปัญหาจะลดลง และปัญหาใหม่ไม่เกิดขึ้น

น.ส.เพียงพนอ กล่าวต่อว่า ขออนุญาตยกตัวอย่าง รายการเรื่องเงินสด ผู้สอบบัญชีบอกว่า ณ 30 ก.ย. 68 แสดงยอดเงินสดคงเหลือ 80,922 ล้านบาท ตัวเลขนี้ได้รวมยอดคงเหลือที่มีผลต่างจากรายละเอียดประกอบรายงานการเงินจำนวน 493 ล้าน แม้ไม่มาก แต่นี่คือรายการเงินสด แสดงถึงนัยสำคัญ และรายการอื่นๆ ที่ไม่ลงรายละเอียด ยังมีรายการข้อ 5 รายการใหญ่เกี่ยวกับที่ดิน อุปกรณ์ประมาณ 188,000 ล้านบาท แต่ประเด็นคือ ผลต่างที่ไม่มีหลักฐานประกอบประมาณ 39,000 ล้านบาท ก็อยากให้ชี้แจง

“หัวใจสำคัญของรายงาน สตง. คือข้อ 13 หากเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ คณะกรรมการจะถูกตรวจสอบ เพราะ สตง. บอกว่า ให้โอกาสหน่วยงานชี้แจงสาเหตุผลต่าง และติดตามทวงถามเอกสารรายละเอียด และมีจดหมายบันทึกถึง สธ. ให้ตอบเรื่องนี้ และกำหนดวันเวลาชัดเจน แต่ สป.สธ. ไม่ได้ชี้แจง นี่คือหัวใจสำคัญ เพราะเราอาจมีความไม่สมบูรณ์ได้ เออร์เรอร์ได้ แต่เราต้องไม่ละเลย หากขาดตกบกพร่องอย่างไร ก็น่าจะชี้แจง นี่คือหัวใจที่อยากให้ท่านให้ความสำคัญเรื่องธรรมาภิบาล เราไม่ได้บอกว่า มีทุจริต หรือประมาทเลินเล่อร้ายแรง แต่ไม่ได้บอกว่าไม่มี ดังนั้น ความเห็นของ สตง. แบบนี้ถือว่ารุนแรง” น.ส.เพียงพนอ กล่าว

น.ส.เพียงพนอ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในเรื่องสินทรัพย์ ซึ่งเป็นลูกหนี้การค้า ตัวเลข 30 ก.ย. 68 มีประมาณ 54,382 ล้านบาท เมื่อไปดูหมายเหตุประกอบงบฯ พบว่า ประมาณ 43,500 กว่าล้านบาท เป็นลูกหนี้การค้า ที่เป็นหน่วยงานของรัฐ แปลตรงๆ คือ หน่วยงานรัฐค้างหนี้กับสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จึงอยากทราบว่า ข้อมูลล่าสุดตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร ขณะเดียวกันบุคคลภายนอก 1 หมื่นกว่าล้านบาท ปรากฏว่า สปสช. เป็นเจ้าหนี้ของหน่วยงานเอกชน หรือบุคคลภายนอกค่อนข้างเยอะ แสดงว่าค้างหนี้ใช่หรือไม่ หรืออย่างไร

“ต้องขออนุญาตโยงมาที่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ขอพูดอีกมุมด้วยความห่วงใย ประเทศของเราเคยได้ชื่อว่า ตัวอย่างที่โลกต้องมาดูงาน แต่เป็นห่วง เกรงว่าระบบนี้จะล่มสลายได้ หากบริหารไม่ดี ที่อยากพูดคือ เป็นห่วงเรื่องภาระหนี้ของ รพ. ที่ขาดทุน และรอรับเงินการจ่ายจาก สปสช. เพราะโยงไปที่บริษัทยา และซัพพลายเออร์ทั้งหลาย หรือ รพ.เอกชน ถ้าติดค้างก็รับต่อไปไม่ไหว ขณะที่การจ่ายเงินให้ตรงตามกำหนดให้มากที่สุด เป็นหนี้ให้น้อยที่สุด และต้องใช้เขา ความเป็นห่วงคือ สถานการณ์บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล มีภาระงานหนักมาก และจากการบริหารจัดการ ก็ทำให้มีแพทย์ลาออกอีก

น.ส.เพียงพนอ กล่าวว่า ขณะที่เรากำลังทำเรื่องปฏิรูปภาครัฐ การจะมาเพิ่มบุคลากร อย่างอาสาพยาบาล ขออนุญาตว่า เราทบทวนดีแล้วใช่หรือไม่ เพราะปัญหาปัจจุบันน่าจะแก้ให้ดีก่อน ก่อนจะมาเพิ่มภาระใหม่ นี่ไม่ใช่แค่เพิ่มคน และอาจซ้ำซ้อนงานอีก และยังมีประเด็นพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาลก็ยังไม่บรรจุอีกเยอะ สิ่งเหล่านี้จะกระทบไปหมด และกระทบระบบหลักประกันสุขภาพของเรา จึงต้องฝากคุณหมอ หากระบบมีปัญหา ในอนาคตจะไม่ได้บุคลากรที่ไม่ได้คุณภาพหรือไม่ คนจะมาเรียนหมอน้อยลง จะเป็นปัญหาส่งผลระยะยาว