เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 13 ส.ค. 2569 พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบหลักฐานจากคลิปวิดีโอที่พลเมืองดีบันทึกไว้ ขณะมีกลุ่มบุคคลดำเนินการปิดทางเข้า–ออกวัดป่าอดุลยาราม จากหลักฐานในคลิป ประกอบกับการสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ ต่างยืนยันตรงกันว่า น.ส.ชมมณี น้อยจันทร์ หรือป้าดา อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 255/151 ซอยพิบูลอุปถัมป์ แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในบุคคลที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ และภายในคลิปที่พลเมืองดีบันทึกไว้ปรากฏเห็นภาพป้าดาอยู่ด้วย พนักงานสอบสวนจึงออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาในข้อหาบุกรุก

“แม้ป้าดาจะไม่ได้เข้ามากระทำการภายในวัด แต่พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองพื้นที่ของวัดอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ตำรวจยังทราบชื่อและที่อยู่ของบุคคลที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์อีกประมาณ 5–6 คน รวมทั้งทราบที่มาของรถปูนและบุคคลที่นำท่อมาลงแล้ว โดยจะออกหมายเรียกบุคคลเหล่านี้มาสอบสวนและรับทราบข้อกล่าวหาเช่นกัน”

ขณะที่ นายพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเทือก เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า กลุ่มทายาทผู้จัดการมรดกฝ่ายนางบัวไขได้ยื่นคำขอออกใบแทนโฉนด โดยอ้างว่าโฉนดที่ดินสูญหาย พร้อมนำพยานรับรอง 2 คนมายืนยันตามระเบียบว่าโฉนดสูญหายจริง และนำใบแจ้งความมาใช้เป็นเอกสารประกอบคำขอ แต่ภายหลังจากไปออกรายการโหนกระแส กลับระบุว่าโฉนดอยู่กับพระหรืออยู่กับเจ้าอาวาส จึงเท่ากับว่าโฉนดไม่ได้สูญหาย ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ถือว่าเป็นการแจ้งเท็จ เพราะมีการให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ตามอำนาจหน้าที่ก็จะต้องมีการแจ้งความดำเนินคดีฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ส่วนจะผิดหรือไม่ต้องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนต่อไป หากนางบัวไขเข้าใจว่าโฉนดหายจริง ก็ถือว่าไม่มีเจตนา แต่ถ้ารู้อยู่แล้วว่าไม่ได้หายแล้วยังมาแจ้ง ก็จะเข้าข่ายแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน

“ผู้เสียหายในกรณีนี้อาจมี 3 ส่วน ได้แก่ เจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นผู้รับถ้อยคำ เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งรับแจ้งความว่าโฉนดสูญหาย และวัดซึ่งเป็นผู้มีสิทธิตามคำพิพากษา เนื่องจากผู้ยื่นคำขออ้างว่าโฉนดสูญหาย ทั้งที่ข้อเท็จจริงระบุว่าโฉนดอยู่กับเจ้าอาวาส ซึ่งสำนักงานที่ดินต้องรอให้เจ้าอาวาสนำโฉนดตัวจริงมาแสดงและยื่นคัดค้านก่อน เนื่องจากขณะนี้กระบวนการรับคำขอออกใบแทนยังไม่ได้ออกใบแทน และอยู่ระหว่างการประกาศเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโต้แย้งหรือคัดค้าน และหากเจ้าอาวาสนำโฉนดมาแสดงต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดิน และตรวจสอบได้ว่าเป็นโฉนดตัวจริงซึ่งไม่ได้สูญหาย เจ้าพนักงานที่ดินจะสั่งยกเลิกคำขอออกใบแทน เนื่องจากการออกใบแทนทำได้เฉพาะกรณีโฉนดสูญหายหรือชำรุดเท่านั้น เมื่อโฉนดไม่ได้สูญหายจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกใบแทนได้ จากนั้นจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ผู้รับเรื่องสอบสวนและรับคำขอออกใบแทนไปแจ้งความดำเนินคดีต่อไป”

นายพงษ์สุวัจน์ กล่าวต่อว่า มาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินแบ่งหลักเกณฑ์ออกเป็น 2 กรณี คือ หากวัดวาอารามได้มาซึ่งที่ดินก่อนประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 และมีเนื้อที่ไม่เกิน 50 ไร่ ไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่หากมีเนื้อที่เกิน 50 ไร่ ต้องขออนุญาต ส่วนกรณีที่วัดได้มาซึ่งที่ดินภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินมีผลบังคับใช้แล้ว หรือหลังปี พ.ศ. 2497 ไม่ว่าที่ดินจะมีเนื้อที่ถึง 50 ไร่หรือไม่ถึง 50 ไร่ ก็ต้องขออนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งปัจจุบันรัฐมนตรีได้มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการแทน โดยเจ้าพนักงานที่ดินเห็นว่าทนายความฝ่ายวัดยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในประเด็นดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากฝ่ายวัดเข้ามาดำเนินการในวันที่ 14 ส.ค. 2569 สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นจะรับคำขอไว้ก่อน หากทั้งสองฝ่ายยังยืนยันความเห็นที่ไม่ตรงกัน สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นจะทำหนังสือหารือไปยังกรมที่ดินส่วนกลาง ส่วนคำขอออกใบแทน หากฝ่ายวัดยื่นคัดค้านและนำโฉนดตัวจริงมาแสดงจนยืนยันได้ว่าโฉนดไม่ได้สูญหาย สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นสามารถยกเลิกคำขอออกใบแทนได้ทันที ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ให้วัดจะรับคำขอไว้และพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกรมที่ดินต่อไป