เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า จะเป็นสมัยประชุมที่จะถึงนี้แน่นอน ยังไม่บอกล่วงหน้า เนื่องจากเกรงจะมีปัญหานายกฯ ชิงยุบสภาก่อนยื่นญัตติ แผลของรัฐบาลเยอะแยะเต็มไปหมด ระบอบสีน้ำเงินเป็นรากของปัญหาในแต่ละเรื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ความไม่โปร่งใสขององค์กรอิสระ ซึ่งตนคิดว่าประชาชนเห็นภาพขึ้นทุกวัน ว่าตราบใดที่เรายังมีรัฐบาลที่บริหารประเทศ ใต้ระบอบสีน้ำเงิน ประเทศไทยไม่มีอนาคตแน่นอน และต้องเรียกว่าบิลทุกใบที่รัฐบาลบริหารประเทศอย่างฉ้อฉล บริหารประเทศผิดพลาด เราเก็บไว้หมดและทุกอย่างจะถูกนำมาเปิดในเวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ต่อข้อถามว่า มีอะไรบ้างที่จะทำให้ประชาชนรู้สึกทึ่ง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จะเป็นข้อมูลบางอย่างที่เป็นข้อมูลเชิงลึกมากยิ่งขึ้น ที่ในการทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้าน เราจะไม่สามารถเปิดเผยได้ในเวทีของสื่อหรือเวทีต่างๆ แต่เวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะมีเอกสิทธิ์ในการคุ้มครองการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านอยู่ เรื่องของการโกง สว. เป็นประเด็นหนึ่ง แต่เรายังมีอีกหลายประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันจึงอยากให้ทุกคนรอติดตามว่าพรรคประชาชนจะมีการอภิปรายในประเด็นใดบ้าง

เมื่อถามว่า ฝั่งรัฐบาลมีการทักท้วงมาตลอดว่า เรื่องการฮั้ว สว. ไม่เกี่ยวกับฝ่ายรัฐบาล เป็นเรื่องของ สว. กังวลหรือไม่ว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา จะไม่บรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หากขณะนั้นมีความคิดเห็นของประธานสภาออกมาเช่นนั้นจริง ฝ่ายค้านคงจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ที่สุด เพราะเชื่อว่าหลักฐานที่พรรคประชาชนเปิดเผยออกมาเกี่ยวกับเรื่องเส้นเงิน การไปอยู่ในสถานที่เดียวกัน คลิปเสียง สุดท้ายก็โยงใยไปที่ฝั่งนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งซีกของพรรคภูมิใจไทย ฉะนั้น การที่จะออกมาปฏิเสธว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ตนคิดว่าพูดลำบาก

เมื่อถามถึง กรณีมีการโยงโพสต์ของนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับเรื่องการวิ่งชนกำแพง เข้ากับกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาระบุว่า “เหนื่อยกับการสู้กับกำแพง” จนทำให้เกิดวิวาทะระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน มองอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนมองว่าคนที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ควรจะใช้เวทีในการสื่อสารทุกเวทีรวมถึงโซเชียลมีเดียส่วนตัวแสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ พูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศ แต่การใช้โซเชียลมีเดียส่วนตัวเพื่อมาพูดซึ่งอาจจะพาดพิงนักการเมืองฝั่งตรงข้าม แล้วเมื่อถูกสื่อมวลชนถาม ก็ไม่กล้าที่จะยอมรับตรงๆ นั้น ตนคิดว่าไม่ได้เป็นการแสดงออกที่สมควรสำหรับคนที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี